thansettakij
SET ภาคเช้าร้อนแรง +45 จุด รับสัญญาณตั้งรัฐบาล เสถียรภาพการเมืองหนุนแรงซื้อหุ้น

SET ภาคเช้าร้อนแรง +45 จุด รับสัญญาณตั้งรัฐบาล เสถียรภาพการเมืองหนุนแรงซื้อหุ้น

09 ก.พ. 2569 | 06:12 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.พ. 2569 | 06:12 น.

ตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้พุ่งแรง รับความชัดเจนการเมืองและความคาดหวังรัฐบาลใหม่ ฟากโบรกชี้ SET ตอบรับเชิงบวกตามสถิติหลังเลือกตั้ง กลุ่มค้าปลีก–รับเหมา–การเงิน นำตลาด

KEY

POINTS

  • ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ภาคเช้าปรับตัวขึ้นร้อนแรงเกือบ 45 จุด แตะระดับ 1,398.96 จุด
  • ปัจจัยหลักมาจากความชัดเจนและเสถียรภาพทางการเมือง หลังมีสัญญาณการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
  • ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่เป็นแรงหนุนให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและรับเหมาก่อสร้าง

ปิดพักการซื้อขายตลาดหุ้นไทยภาคเช้าวันนี้ (9 ก.พ. 69) ดัชนีแตะที่ระดับ 1,398.96 จุด เพิ่มขึ้น 44.95 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 3.32% จากปิดตลาดก่อนหน้า ในระหว่างเปิดการซื้อขายภาคเช้าดัชนีแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,403.96-1,384.61 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 66,829.92 ล้านบาท

5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด

  • AOT ราคา 58.50 บาท เพิ่มขึ้น 5.50 บาท หรือ 10.38% มูลค่าซื้อขาย 5,839.42 ล้านบาท
  • GULF ราคา 53.25 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หรือ 7.04% มูลค่าซื้อขาย 3,350.45 ล้านบาท
  • DELTA ราคา 219.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.00 บาท หรือ 5.80% มูลค่าซื้อขาย 3,284.90 ล้านบาท
  • PTT ราคา 35.25 บาท โดยราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 3,064.48 ล้านบาท
  • KBANK ราคา 192.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 2.12% มูลค่าซื้อขาย 3,051.50 ล้านบาท
     

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของ SET Index อย่างร้อนแรงในวันนี้ วิงว่าหลักๆ เป็นผลมาจากปัจจัยการเมืองไทยชัดเจนมากขึ้นและดูมีเสถียรภาพ

โดยทางฝ่ายเชื่อพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพร้อมกับพรรคร่วมอื่นๆทีมีโอกาสจะครองเสียงข้างมากในสภา ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้ตลาดจะตอบรับเชิงบวก นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศนักลงทุนจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

ทั้งนี้ เรื่องการเมืองไทยสถิติหลังการเลือกตั้งพบว่าตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในช่วงสัปดาห์แรกด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3-5% นำมาโดยกลุ่มค้าปลีกที่ผลตอบแทนโดดเด่น (+เฉลี่ย 3-4%) ใน 1 สัปดาห์แรก

ข้อมูลล่าสุดในเช้านี้พบว่า พรรคภูมิใจไทยครองเสียง ส.ส. ด้วยจำนวน 194 เสียง พรรคประชาชน 116 เสียง พรรคเพื่อไทย 76 เสียง พรรคกล้าธรรม 57 เสียง ประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมี 'อนุทิน' ดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐตรีเช่นเดิม และคาดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพค่อนข้างมาก

ดังนั้น ตลาดหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากปัจจัยนี้ ภายใต้นโยบายภูมิใจไทยที่ค่อนข้างเด่นมากที่เกี่ยวกับตลาดหุ้นได้แก่ (คนละครึ่งพลัส) มองเป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มหุ้น ดังนี้

  • ค้าปลีก อย่าง BJC CPALL CPAXT HMPRO
  • รับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ STECON
  • กลุ่มเครื่องดื่มและการเงิน อาทิ MTC SAWAD CBG และ ICHI

หลังจากนี้รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลเชื่อว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน วันนี้ประเมิน SET INDEX มีโอกาสปรับขึ้นในกรอบ 1,350 – 1,380 จุด รับเสถียรภาพรัฐบาลที่ชัดเจนลดความวุ่นวายทางการเมืองและคาดหวังถึงนโยบายกระตุ้นในช่วงถัดไป

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนแม้การเมืองจะเป็นบวกแต่ก็ต้องยอมรับว่า SET INDEX ปรับขึ้นมา 8.8% จากจุดต่ำสุดเดิมก็ถือว่า Price In ปัจจัยเลือกตั้งไปพอสมควรแล้วแต่ยังคาดหวัง Upside ได้อีกเล็กน้อยจากความมั่นคงรัฐบาล เน้น Trading ในหุ้นกลุ่มค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO) รับเหมาก่อสร้าง (STECON) กลุ่มการเงิน (MTC SAWAD TIDLOR) เครื่องดื่ม (ICHI)

หุ้นเด่นแนะซื้อ

STECON (ราคาเป้าหมาย 9.40 บาท) ด้วยแนวโน้มใยไตรมาส 4/2568 คาดเห็นการฟื้นตัวได้อย่างมากจากไตรมาส 3/2568 หลังหลายโครงการมีกำหนด ส่งมอบภายในปี 2568 อย่างเช่นงานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มี มูลค่ากว่า 6,400 ล้านบาท 

ขณะที่การเซ็นสัญญางานใหม่ ในปี 2568 อาจจะต่ำเป้าที่ระดับ 50,000 ล้านบาทไปเล็กน้อยเพราะงานภาครัฐ ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม STECON มีงานภาคเอกชนเข้ามาชดเชยทำให้ งานใหม่ในปี 2568 นี้ จะยังสูงกว่า 40,000 ล้านบาท

CPAXT (ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท) คาดธุรกิจขายส่ง (Makro) รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ในไตรมาส 4/2568 หนุนจากรายได้ 7.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น +3% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน หนุนจากการขยายสาขา 2 สาขา Makro ที่ขอนแก่นและเมียนมา รวมถึงรับรู้ยอดขายจาก Lucky Frozen เต็มไตรมาส