KEY
POINTS
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากการประกาศผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ในปี 2568 ต้องยอมรับว่าผลงานออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
และหากสังเกตรายละเอียดในงบการเงินพบว่าผลกำไรที่ออกมาดีส่วนใหญ่แล้วเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากการลงทุน ซึ่งแบงก์เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดพันธบัตร ในช่วงกลางปี 2568 เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง เท่ากับว่าราคาพันธบัตรจะเพิ่มขึ้น
ดังนั้น เหล่าหุ้นแบงก์จึงมีการขายออกเพื่อเป็นการล็อคกำไรไว้ ส่งผลให้ในช่วงไตรมาส 2-3/2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาพันธบัตรสูง แบงก์จึงมีการบันทึกรายได้และกำไรจากการลงทุนเข้ามาเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่เมื่อมาถึงในช่วงไตรมาส 4/2568 ตลาดพันธบัตรเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ทำให้การรับรู้รายได้จากการลงทุนปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และคาดว่าในปี 2569 อาจไม่มีการรับรู้รายได้จากการลงทุนจำนวนสูงเช่นนี้อีกแล้ว
ในปี 2569 แบงก์อาจเผชิญกับความท้าทายทั้งในแง่ของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงครึ่งแรกปีอาจเติบโตได้เล็กน้อย แต่ในช่วงครึ่งหลังปีอาจชะลอตัวลง อีกทั้งช่วงรอยต่อทางการเมืองกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เคาะและผลักดันนโยบาย จัดสรรงบการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วนเรื่องของอัตราดอกเลี้ยที่ปรับลดลงถึง 3 ครั้งในปี 2568 จะส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยของแบงก์มากน้อยแค่ไหนนั้น มองว่าแรงกดดันอาจไม่ได้เยอะเพราะที่ผ่านมาแบงก์รับรู้ไปพอสมควรแล้ว แต่อาจมีชะลอตัวลงอีกเล็กน้อยในช่วงเดือนก.พ. ที่ กนง. จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพิ่มอีกหรือไม่
"ส่วนตัวมองว่าการประชุมกนง. ในเดือนก.พ. มีความเป็นไปได้ที่จะส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย และเชื่อว่าจะสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว แบงก์เองก็ทำใจเผื่อแล้วในระดับหนึ่ง จึงมองว่า Downside ของ NIM ไม่เยอะ ซึ่งยังคงต้องจับตาต่อไปหากว่าไม่ลดดอกเบี้ยก็จะเป็นผลบวกต่อหุ้นแบงก์"
ส่วนประเด็นการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มแบงก์ที่อยู่ในระดับสูง ในปี 2568 โดยเฉพาะ BBL ที่มีการตั้งสำรองสูงถึง 36,147 ล้านบาทนั้น นายกิจพณ ให้ความเห็นว่า การที่ตั้งสำรองสูงๆ อาจไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้ารายใหญ่เสมอไป
มองว่าด้วยผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ออกมาค่อนข้างดีกว่าที่คาดการณ์ ประกอบกับรับรู้รายได้และกำไรจากการลงทุนเข้ามาก้อนใหญ่ ทำให้กลุ่มแบงก์ส่วนใหญ่จึงวางแผนเกลี่ยงบมาใช้ตั้งสำรองให้สูงขึ้น เพราะมองว่าเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัว
โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูง และยังไม่รู้ว่าในช่วงครึ่งหลังปีจะฟื้นตัวดีขึ้นได้หรือไม่ อีกทั้งอาจไม่มีรายได้จากการลงทุนก้อนใหญ่เข้ามาเพิ่มเติมเหมือนปีก่อนอีกแล้ว ทำให้แบงก์ต้องพยายามตั้งสำรองเผื่อความเสี่ยงที่ผลประกอบการในปีนี้ที่อาจปรับตัวลดลงแรง เกลี่ยงบไม่ให้ต่ำมากจนเกินไป