KEY
POINTS
มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่เปิดตั้งปี 2569 หรือ 13 วันทำการแรกของปีนี้นับว่ปรับตัวขึ้นสูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 43,127.93 ล้านบาท ต่ำสุดที่ระดับ 32,668.65 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 ม.ค.
แต่ที่น่าสนใจ คือ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. (วานนี้) มูลค่าการซื้อขายสูงสุดพุ่งขึ้นไปแตะ 68,148.65 ล้านบาท ซึ่งต่อเนื่องจากวันที่ 22 ม.ค. ที่มูลค่าการซื้อขายขยับโซนสูงที่ 52,626.54 ล้านบาท
โดยสังเกตได้ว่าราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงกันถ้วนหน้า หลังจากที่มีการทยอยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 และปี 2568 ในขณะที่ราคาหุ้น DELTA หรือ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กลับพุ่งขึ้น 15.00 บาท สวนทางหุ้นแบงก์
หนุนดัชนี้ SET Index ปิดการซื้อขายช่วงเย็นวานนี้ยืนแดนบวกที่ระดับ 1,317.56 จุด เพิ่มขึ้น 21.19 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.63% จากดัชนีก่อนเปิดตลาดการซื้อขายที่ระดับ 1,296.37 จุด
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นสูงของปิดตลาดวานนี้ มองว่าเป็นจังหวะของการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนจากกลุ่มธุรกิจหนึ่งไปยังอีกกลุ่มธุรกิจหนึ่ง (Sector Rotation)
โดยขายออกจากหุ้นแบงก์และ ITC หมุนไปยังกลุ่มอื่นๆ ขณะเดียวกันแรงที่ช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มาจากการเก็งหุ้น DELTA ที่วอลุ่มการซื้อขายสูงถึง 6,062.74 ล้านบาท อย่างไรก็ดี มองว่า DELTA ปัจจุบันราคาอยู่ในโซนที่แพง และยังไม่ดึงดูดใจ แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 จะออกมาดี แต่หดตัวลงกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ก็ตาม
จะเห็นได้ว่าวานนี้หลังจากที่หุ้นกลุ่มแบงก์ประกาศผลการดำเนินงานครบก็ถูกขายออก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง โดยสาเหตุเป็นผลมาจากหุ้นกลุ่มแบงก์ในช่วงที่ผ่านมา Outperform ไปมากแล้ว รวมถึงกลุ่ม ITC เพราะมองว่าหุ้นกลุ่มแบงก์ได้ผ่านช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปแล้ว
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มแบงก์ (11 แห่ง) รายงานกำไรปี 2568 รวม 213,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.31% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยสำรองหนี้เสียรวม 188,508 ล้านบาท (-5.59%) แม้จะปรับขึ้นโดดเด่นในปีก่อน แต่มองช่วงสั้นเงินมีโอกาสหมุนออกจากกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก
โดยยังคาดเงินหมุนออกจากกลุ่มอิงเศรษฐกิจในประเทศไปยังกลุ่มได้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอก แม้วานนี้ต่างชาติขายสุทธิ -2,016 ล้านบาท แต่หากพิจารณาจาก NVDR จะเห็นว่าการขายสุทธิอยู่ในกลุ่มหุ้นธนาคาร (BBL, KBANK, SCB, KTB) ขายสุทธิรวมกันถึง -2,849 ล้านบาท กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD, TIDLOR) รวม -144 ล้านบาท
ขณะที่ยอดฝั่งซื้อสุทธิของ NVDR จะอยู่ในกลุ่ม พลังงาน (PTT, TOP, OR, PTTEP, BANPU, EGCO) รวม +1,498 ล้านบาท, อิเล็กทรอนิกส์ (DELTA) +1,125 ล้านบาท และการแพทย์ (BDMS, BH) รวม +478 ล้านบาท
ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มองกลุ่มอิงเศรษฐกิจภายนอกจาก Outperform หุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ จากความเสี่ยงของการปรับประมาณการลงที่ต่ำกว่า และการที่หุ้นยังมีการถือครองต่ำ (Under-owned)
สำหรับภาพรวมกลยุทธ์นั้น มองว่าการขึ้นของดัชนีอาจชะลอตัวในโซน 1,320-1,345 จุด แต่การหมุนกลุ่มจะยังเป็นบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุนและเก็งกำไร อย่างไรก็ดี คาดการณ์กรอบดัชนีแนวรับไว้ที่ 1,300 จุด และแนวต้านที่ 1,320-1,345 จุด แนะนำคงสัดส่วนลงทุน เงินสด 50% และ พอร์ตหุ้น 50%