ศาลแพ่งเชือดคดีหุ้น MORE ชี้ขบวนการ 42 ราย เข้าข่ายอั้งยี่–ซ่องโจร ใช้ IP เดียวกัน ปั่นราคาหลอกตลาด

20 ม.ค. 2569 | 10:22 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ม.ค. 2569 | 10:22 น.

คำวินิจฉัยศาลแพ่งในคดีหุ้น MORE เปิดโปงพฤติการณ์การปั่นราคาที่ถูกวางแผนเป็นขบวนการ ใช้เทคโนโลยีซื้อขายอัตโนมัติ บัญชีอำพราง และหลักฐานการเชื่อมโยง IP Address เดียวกัน ศาลชี้เข้าข่ายอั้งยี่–ซ่องโจร

KEY

POINTS

  • ศาลแพ่งมีคำวินิจฉัยว่ากลุ่มบุคคล 42 รายในคดีหุ้น MORE มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นขบวนการอั้งยี่และซ่องโจร
  • ขบวนการดังกล่าวร่วมกันปั่นราคาหุ้นโดยส่งคำสั่งซื้อ ATO มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท แล้วจงใจไม่ชำระเงิน ทำให้โบรกเกอร์เสียหาย
  • ศาลพบหลักฐานสำคัญคือการใช้ IP Address เดียวกันในการส่งคำสั่งซื้อจากหลายบัญชี ซึ่งบ่งชี้ถึงการวางแผนและกระทำความผิดร่วมกัน

คดีประวัติศาสตร์การซื้อขายหลักทรัพย์ของ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดทุนไทยอีกครั้ง หลังศาลแพ่งมีคำวินิจฉัยที่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของขบวนการฉ้อโกงการซื้อขายหุ้น ซึ่งถูกวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบและซับซ้อน โดยอาศัยทั้งเทคโนโลยีการซื้อขายอัตโนมัติ การใช้บัญชีอำพราง และการกระจายคำสั่งซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งพร้อมกัน

จากการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่า กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด 42 ราย ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะฉ้อโกง เป็นอั้งยี่ และซ่องโจร โดยมีการสร้างภาพการซื้อขายหุ้น MORE ให้ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด เพื่อหลอกลวงระบบการซื้อขายและบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้า

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 เมื่อมีการส่งคำสั่งซื้อหุ้น MORE แบบ At the Open (ATO) ในช่วงเปิดตลาด รวมจำนวนกว่า 1,531,770,700 หุ้น ที่ราคา 2.90 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายกว่า 4,442 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วง 30 วันก่อนหน้าถึงกว่า 10 เท่า

โดยภายหลังการจับคู่ซื้อขาย ผู้สั่งซื้อหลักกลับไม่ชำระค่าหลักทรัพย์ตามกำหนด ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ในฐานะนายหน้าต้องรับภาระชำระเงินแทนแก่สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด ตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เอกสารคำวินิจฉัยของศาลแพ่ง สำนักงานศาลยุติธรรม คดีหมายเลขดำที่ ฟ11/2566 และคดีหมายเลขแดงที่ ฟ121/2568 ซึ่งมีจำนวนเอกสารรวมทั้งสิ้น 1,156 แผ่น ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากแผนการที่ถูกวางไว้อย่างเป็นระบบ

โดยผู้คัดค้านที่ 1 (นายอภิมุข) และพวก ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน Line ในนามกลุ่ม “บัญชี” เพื่อใช้เป็นช่องทางสั่งการให้ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นผ่านโปรแกรมซื้อขายอัตโนมัติ (BOT) ในวันเกิดเหตุ

นอกจากนี้ ศาลยังพบพฤติการณ์การใช้บัญชีแทน โดยเจ้าของบัญชีได้มอบ Username และ Password ให้บุคคลอื่นเป็นผู้ส่งคำสั่งซื้อขายแทน เพื่อแลกกับส่วนแบ่งผลกำไรในสัดส่วนร้อยละ 70 ต่อ 30

รวมถึงการเลือกใช้ช่องทาง NVDR (MORE-R) เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นและหลีกเลี่ยงการรายงานตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยังมีการกระจายคำสั่งซื้อผ่านบริษัทหลักทรัพย์มากกว่า 10 แห่งในช่วงเวลาเดียวกัน

ในส่วนของความเสียหาย ศาลระบุว่ามูลค่าความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 4,500 ล้านบาท ขณะที่สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวม 36 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 5,336,182,981 บาท พร้อมดอกผล เพื่อป้องกันไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี

แม้ผู้คัดค้านบางรายจะยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่าประกอบอาชีพโดยสุจริตและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้คัดค้านที่ 1 แต่ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานแล้วพบความเชื่อมโยงที่ผิดปกติหลายประการ อาทิ การใช้หมายเลข IP Address เดียวกันในการส่งคำสั่งซื้อขายจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสถานที่เดียวกัน รวมถึงเส้นทางการเงินที่มีการโอนเงินจำนวนกว่า 500 ล้านบาทระหว่างผู้คัดค้านบางราย

ศาลแพ่งวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการใช้กลอุบายหลอกลวงบริษัทหลักทรัพย์เพื่อขอวงเงินสินเชื่อในจำนวนสูง โดยปกปิดข้อเท็จจริงว่าไม่มีเจตนาชำระค่าหลักทรัพย์ตั้งแต่ต้น การดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการอายัดทรัพย์สินจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

คดีหุ้น MORE จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญของตลาดทุนไทยในด้านการเฝ้าระวังพฤติกรรมการปั่นหุ้นและการฉ้อโกงในลักษณะขบวนการ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยี การอำพรางตัวตน และการดำเนินการข้ามบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งพร้อมกัน