อัยการสั่งลุย!ออกหมายจับ 3 ผู้ต้องหาตระกูลดัง คดีหุ้น MORE เบี้ยวนัดศาล

07 ม.ค. 2569 | 02:02 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ม.ค. 2569 | 07:48 น.

อัยการสั่งลุย! ขออนุมัติหมายจับ 3 ผู้ต้องหาตระกูลดัง “เอกภัทร-อธิภัทร-อรพินธุ์ พรประภา” คดีหุ้น MORE หลังเบี้ยวนัดฟังคำสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา, ขณะที่ศาลสั่งคืนทรัพย์เยียวยา 10 โบรกเกอร์รวมกว่า 4,500 ล้านบาท พร้อมยกระดับมาตรการคุมเข้มตลาดทุนเตรียมเปิดใช้แพลตฟอร์ม SDEP ป้องกันซ้ำรอยอาชญากรรมเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

KEY

POINTS

  • อัยการสั่งให้ DSI ขอศาลออกหมายจับ 3 ผู้ต้องหาจากตระกูลพรประภาในคดีปั่นหุ้น MORE
  • ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ นายเอกภัทร, นายอธิภัทร และนางอรพินธุ์ พรประภา ไม่มาพบอัยการตามนัดเพื่อฟังคำสั่งฟ้อง
  • คดีหุ้น MORE เป็นคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท โดยมีผู้ต้องหาทั้งหมด 42 ราย

คดีการสร้างราคาหุ้นของ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล่าสุดงอัยการคดีพิเศษให้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอหมายจับ ผู้ต้องหา 3 รายในตระกูลดัง ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา, นายอธิภัทร พรประภา และนางอรพินธุ์ พรประภา เนื่องจากบุคคลทั้งสามไม่เดินทางมาพบพนักงานอัยการคดีพิเศษตามนัดหมายเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 เพื่อฟังคำสั่งฟ้องต่อศาลตามขั้นตอนต่อไป

เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.), และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) แถลงความคืบหน้าในการดำเนินคดีเกี่ยวกับหุ้น บริษัท มอร์รีเทิร์น จำกัด(มหาชน) หรือ MORE  แบ่งออกเป็น 3 สำนวน ได้แก่ 

  1. คดีฉ้อโกง ศาลได้มีคำสั่งคืนหรือชดใช้ทรัพย์สินให้บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายจำนวน 10 ราย รวมมูลค่ากว่า 4.5 พันล้านบาท
  2. คดีอั้งยี่ การคืนเงิน 129 ล้านบาทให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ 10 รายเช่นกัน
  3. คดีปั่นหุ้น เป็นมาตรการทางแพ่งที่มีมูลค่าความเสียหายราว 226 ล้านบาท โดยการเรียกค่าปรับให้เงินตกเป็นของแผ่นดิน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า คดีหุ้น MORE เป็นพัฒนาการของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้ความรู้ในกระบวนการซื้อขายหลักทรัพย์

อัยการสั่งลุย!ออกหมายจับ 3 ผู้ต้องหาตระกูลดัง คดีหุ้น MORE เบี้ยวนัดศาล

การบูรณาการความร่วมมือหลายหน่วยงานช่วยยับยั้งความเสียหายจากการกระทำผิดซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 10 บริษัท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท

พ.ต.ต.ยุทธนาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้กระทำผิด 42 รายถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มวางแผน 2 ราย, กลุ่มสนับสนุน 7 ราย, และกลุ่มเจ้าของบัญชี 33 ราย โดยปัจจุบันอัยการสูงสุดได้สั่งฟ้อง 42 รายและอยู่ระหว่างส่งตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาล

คดีหุ้น MORE ที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องมีทั้งหมด  42 ราย ประกอบด้วย 

  1. นายอภิมุข บำรุงวงศ์
  2. นายเอกภัทร พรประภา
  3. นายอธิภัทร พรประภา
  4. นางอรพินธุ์ พรประภา
  5. นายอิทธิวรรธน์ วรรณะเอี่ยมพิกุล
  6. บริษัท ตงฮั้วแคปปิตอล จำกัด โดย นายสมนึก กยาวัฒนกิจ
  7. บริษัท ตงฮั้ว มีเดีย แล็บ จำกัด โดย นายสมนึก กยาวัฒนกิจ
  8. นายสมนึก กยาวัฒนกิจ
  9. นายโสภณ วราพร
  10. นายวสันต์ จาวลา
  11. นายชูโบดีบ พลาชันต้า ดัส (MR.SHUBHODEEP PRASANTA DAS)
  12. นายประยูร อัสสกาญจน์
  13. นส.จิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ หรือ นางสาวนิชานันท์ จีรไชยวรโชติ
  14. นส.สุร์ศิริ ปรีดาสุทธิจิตต์
  15. นส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
  16. นส.อัยลดา ชินวัฒน์
  17. นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ
  18. นายมั่นคง เสถียรถิระกุล
  19. นส.อรเก้า ไกยสิทธิ์
  20. นายเกรียงศักดิ์ วงศ์โอสถพานิช หรือ นายฐนวัฒน์ รุ่งสิริประเสริฐ
  21. นส.สิริรัตน์ สมณาศรี
  22. นายธีรพงศ์ ด่านวณิชวงศ์
  23. นายวิศรุต เจียมจิตพลชัย
  24. นายปรณัฐ นุชาชาติพงศ์
  25. นายภูดิท สุจริตกุล
  26. นายวัชรินทร์ ยังให้ผล
  27. นายธนยุทธ ฤกษ์รักษา
  28. นายธรรมนูญ เวชวิทยาขลัง
  29. นายภัทร ฉัตรเจริญสุข
  30. นายชยพล พันธุ์แพ
  31. นายพิเชษฐ์ ผลสุวรรณชัย
  32. นางศศินภา วราพร
  33. นายกิตติพล ไววิ่งรบ
  34. นายไพศาล เกษมศิรินาวิน
  35. นายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล
  36. นายปฏิณวิช รอดบางยาง
  37. นายปรีชา วสุโสภณ
  38. นายปนิษฐ์ ศุภธาดารัตน์
  39. นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ
  40. นายวรวุฒิ ศรีโสภิต
  41. นายพรเดช อุยะนันทน์
  42. นางสาวปารณีย์ ชวาลา

พนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 ได้ยื่นฟ้อง 28 ผู้ต้องหาคดีหุ้นมอร์ ตามคำสั่งของอัยการสูงสุดในข้อหาฉ้อโกง การสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงการปั่นราคาหุ้นทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิด โดยใช้กฎหมาย พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา 244/3 และ 244/5

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 28 รายให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ศาลอาญามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว จึงถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่บางรายได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568

ในส่วนของผู้ต้องหาที่เหลือ 14 ราย ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้ง ขอต่ออัยการสูงสุด โดยบางรายได้รับคำสั่งฟ้องและนำตัวไปฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว

ขณะที่บางรายยังไม่ได้รับการจับกุม และยังเหลืออีก 7 รายที่ได้รับการอนุญาตให้เลื่อนการรับทราบคำสั่งจากอัยการ โดยมีการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 5 ม.ค. และ 16 ก.พ. 2569

ชุดแรกนัดใหม่วันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา ประกอบด้วยผู้ต้องหา 3 ราย คือ 

  1. นายเอกภัทร พรประภา 
  2. นายอธิภัทร พรประภา 
  3. นางอรพินธุ์ พรประภา  

มีรายงานว่า เมื่อถึงเวลานัดและครบเวลาทำการ(5 ม.ค. 2568) ผู้ต้องหาทั้ง 3 ไม่มาพบพนักงานอัยการ ทางอัยการคดีพิเศษจึงให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอหมายจับต่อไป 

ในส่วนผู้ต้องหา 4 ราย ที่เหลือ ซึ่งประกอบด้วย

  1. นายสมนึก กยาวัฒนกิจ
  2. นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร
  3. นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ
  4. นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ   

ก่อนหน้านี้มีการยื่นขอเลื่อนนัดฟังคำสั่ง โดยทางผู้บริหารสำนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาคำร้องเหตุผลความจำเป็นแล้วอนุญาตให้นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 16 ก.พ.2569 

 

นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยว่า การพิสูจน์ความเสียหายในคดีปั่นหุ้นเป็นเรื่องยาก ศาลจึงได้พิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินและจะชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายหลังจากการตัดสินในวันที่ 18 ก.ค. 2568 หากไม่มีการอุทธรณ์

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวเสริมว่า คดีหุ้น MORE เป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนามาตรการในการกำกับดูแลตลาดทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ตลท.ยังร่วมกับ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์ในการติดตามและป้องกันการกระทำผิด

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) กล่าวเพิ่มเติมว่า ASCO ได้นำเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำในอนาคต เช่น การจัดตั้ง Securities Data Exchange Platform (SDEP) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ก.พ. 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบริษัทหลักทรัพย์