thansettakij
thansettakij
'อัสสเดช' เปิดใจ ปี 69 เข้าโหมดรุก ดึง IPO คุณภาพ ตั้ง Market Maker ช่วยหุ้นเล็ก

'อัสสเดช' เปิดใจ ปี 69 เข้าโหมดรุก ดึง IPO คุณภาพ ตั้ง Market Maker ช่วยหุ้นเล็ก

ตลท.เปิดโหมดรุกปี 69 รื้อกฎ HFT–Uptick–Price Band ดัน JUMP+ และ IPO คุณภาพ หวังปลุกสภาพคล่องทั้งกระดาน พร้อมลุย Bond Connect, Market Maker หุ้นเล็ก และ Crypto ETF ดึงทุนใหม่–นักลงทุนรุ่นใหม่เข้าตลาด ย้ำตลาดทุนไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน

KEY

POINTS

  • ตลท. ประกาศแผนการดำเนินงานเชิงรุกในปี 2569 โดยจะกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนพัฒนาศักยภาพและเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น
  • มุ่งเน้นการดึงดูดบริษัทใหม่ (IPO) ที่มีคุณภาพเข้าจดทะเบียน โดยไม่เน้นเป้าหมายเชิงปริมาณ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
  • เตรียมศึกษาการนำระบบผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นขนาดเล็กนอกกลุ่ม SET100

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2569 จะต้อง “ดุดันมากขึ้น” โดยยึดแนวทางจากโครงการ JUMP+ ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งผู้บริหารตลาดฯ ออกไปโรดโชว์และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่าบริษัทใดมีความคืบหน้าในการพัฒนาบ้าง และบริษัทใดที่ยังไม่ดำเนินการ เพื่อสร้างแรงกดดันเชิงบวกต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมโครงการ JUMP+ แล้ว 110 บริษัท ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่กล้าออกจากจุดปลอดภัย (Safe Zone) และเปิดเผยแผนธุรกิจ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงให้ผู้ลงทุนรับทราบมากขึ้น โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 และคาดว่าจะเห็นแผนงานที่เป็นรูปธรรมและสามารถสื่อสารกับนักลงทุนได้ในไตรมาส 2/2569

ในด้านการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance: CG) นายอัสสเดชระบุว่า แม้การกำกับดูแลจะดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวคิดจะ 'เดินเคาะประตูทุกบริษัท' เพื่อให้กรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนรับรู้ถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความเสี่ยงในการดำรงตำแหน่งอย่างชัดเจน โดยอยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบการสื่อสาร เช่น การจัดทำคลิปวิดีโอ หรือการส่งทีมงานไปนำเสนอข้อมูลให้กับบริษัทต่างๆ

'อัสสเดช คงสิริ' กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเร่งทบทวนกฎเกณฑ์การซื้อขายในตลาดทุน เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการออกเกณฑ์ใหม่จำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาช่วยประเมินกฎกว่า 20 รายการ เพื่อพิจารณาว่าควรปรับปรุงหรือแก้ไขจุดใดบ้างให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในปัจจุบัน

กฎเกณฑ์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น การซื้อขายด้วยระบบความเร็วสูง (HFT), กฎ Uptick Rule และ Dynamic Price Band โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพตลาดและความเป็นธรรมต่อผู้ลงทุน ซึ่งคาดว่าจะเห็นแนวทางที่ชัดเจนภายใน 6 เดือนแรกของปี 2569

สำหรับการดึงบริษัทต่างประเทศหรือกลุ่ม New Economy เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชมรมวาณิชธนกิจ (IB Club) และกลุ่ม Venture Capital เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมให้บริษัทที่มีศักยภาพ รวมถึงสตาร์ทอัป สามารถเข้าถึงตลาดทุนไทยได้มากขึ้น

ในด้าน IPO คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่กำหนดเป้าหมายเชิงตัวเลข ทั้งจำนวนบริษัทใหม่หรือมูลค่าการซื้อขาย โดยต้องการรักษาสมดุลระหว่าง 'ปริมาณ' และ 'คุณภาพ' ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญกับการกระจายหุ้น IPO และคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนเป็นหลัก เพื่อเสริมความเชื่อมั่นและสภาพคล่องของตลาดในระยะยาว

ด้านการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเปิดใช้งาน Bond Connect Platform ในไตรมาส 1/2569 เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์เข้าร่วมแล้ว 15 แห่ง

พร้อมทั้งพัฒนาระบบรองรับ G-Token นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้ปรับลด Risk Charge สำหรับการลงทุนในหุ้นไทยของบริษัทประกัน จาก 25% เหลือ 18% เพื่อเพิ่มศักยภาพการลงทุนในตลาดทุน

สำหรับหุ้นนอก SET100 หรือหุ้นขนาดเล็ก ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างศึกษาการนำระบบผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เข้ามาใช้ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่

รวมถึงพิจารณาความเป็นไปได้ในการสนับสนุน Market Maker สำหรับหุ้นขนาดเล็ก และการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลของบริษัทขนาดเล็กให้เข้าถึงนักลงทุนได้มากขึ้น

ตลาดทุนไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน

นายอัสสเดชยืนยันว่า ตลาดทุนไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้มองตลาดทุนไทยในลักษณะดังกล่าว โดยระบุว่าเงินทุนที่เข้ามาถึงระดับบริษัทจดทะเบียนหรือในตลาดทุน ถือเป็นปลายน้ำของระบบเศรษฐกิจแล้ว และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาขอข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในประเด็นนี้

ด้านการทำตลาดกับนักลงทุนต่างประเทศ นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเดินสายโรดโชว์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นศูนย์กลางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์

เพื่อผลักดันบริษัทจดทะเบียนให้พบกับนักลงทุนต่างชาติ และสื่อสารข้อมูลการลงทุนมากขึ้น คาดว่าจะเริ่มได้หลังการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ของปีนี้

พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ระหว่างพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ที่จะรวมเครื่องมือและข้อมูลการลงทุนไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อเพิ่มความสะดวกและโอกาสในการเข้าถึงการลงทุน โดยคาดว่าจะเปิดตัวได้ภายในปี 2569

ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ในการออก Crypto ETF และ Crypto Futures เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนรุ่นใหม่ และเพิ่มทางเลือกในการลงทุนในตลาดทุนไทย ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2569 นี้