KEY
POINTS
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2569 จะต้อง “ดุดันมากขึ้น” โดยยึดแนวทางจากโครงการ JUMP+ ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งผู้บริหารตลาดฯ ออกไปโรดโชว์และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่าบริษัทใดมีความคืบหน้าในการพัฒนาบ้าง และบริษัทใดที่ยังไม่ดำเนินการ เพื่อสร้างแรงกดดันเชิงบวกต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.)
ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมโครงการ JUMP+ แล้ว 110 บริษัท ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่กล้าออกจากจุดปลอดภัย (Safe Zone) และเปิดเผยแผนธุรกิจ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงให้ผู้ลงทุนรับทราบมากขึ้น โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 และคาดว่าจะเห็นแผนงานที่เป็นรูปธรรมและสามารถสื่อสารกับนักลงทุนได้ในไตรมาส 2/2569
ในด้านการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance: CG) นายอัสสเดชระบุว่า แม้การกำกับดูแลจะดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวคิดจะ 'เดินเคาะประตูทุกบริษัท' เพื่อให้กรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนรับรู้ถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความเสี่ยงในการดำรงตำแหน่งอย่างชัดเจน โดยอยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบการสื่อสาร เช่น การจัดทำคลิปวิดีโอ หรือการส่งทีมงานไปนำเสนอข้อมูลให้กับบริษัทต่างๆ
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเร่งทบทวนกฎเกณฑ์การซื้อขายในตลาดทุน เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการออกเกณฑ์ใหม่จำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาช่วยประเมินกฎกว่า 20 รายการ เพื่อพิจารณาว่าควรปรับปรุงหรือแก้ไขจุดใดบ้างให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในปัจจุบัน
กฎเกณฑ์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น การซื้อขายด้วยระบบความเร็วสูง (HFT), กฎ Uptick Rule และ Dynamic Price Band โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพตลาดและความเป็นธรรมต่อผู้ลงทุน ซึ่งคาดว่าจะเห็นแนวทางที่ชัดเจนภายใน 6 เดือนแรกของปี 2569
สำหรับการดึงบริษัทต่างประเทศหรือกลุ่ม New Economy เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชมรมวาณิชธนกิจ (IB Club) และกลุ่ม Venture Capital เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมให้บริษัทที่มีศักยภาพ รวมถึงสตาร์ทอัป สามารถเข้าถึงตลาดทุนไทยได้มากขึ้น
ในด้าน IPO คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่กำหนดเป้าหมายเชิงตัวเลข ทั้งจำนวนบริษัทใหม่หรือมูลค่าการซื้อขาย โดยต้องการรักษาสมดุลระหว่าง 'ปริมาณ' และ 'คุณภาพ' ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญกับการกระจายหุ้น IPO และคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนเป็นหลัก เพื่อเสริมความเชื่อมั่นและสภาพคล่องของตลาดในระยะยาว
ด้านการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเปิดใช้งาน Bond Connect Platform ในไตรมาส 1/2569 เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์เข้าร่วมแล้ว 15 แห่ง
พร้อมทั้งพัฒนาระบบรองรับ G-Token นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้ปรับลด Risk Charge สำหรับการลงทุนในหุ้นไทยของบริษัทประกัน จาก 25% เหลือ 18% เพื่อเพิ่มศักยภาพการลงทุนในตลาดทุน
สำหรับหุ้นนอก SET100 หรือหุ้นขนาดเล็ก ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างศึกษาการนำระบบผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เข้ามาใช้ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่
รวมถึงพิจารณาความเป็นไปได้ในการสนับสนุน Market Maker สำหรับหุ้นขนาดเล็ก และการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลของบริษัทขนาดเล็กให้เข้าถึงนักลงทุนได้มากขึ้น
นายอัสสเดชยืนยันว่า ตลาดทุนไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้มองตลาดทุนไทยในลักษณะดังกล่าว โดยระบุว่าเงินทุนที่เข้ามาถึงระดับบริษัทจดทะเบียนหรือในตลาดทุน ถือเป็นปลายน้ำของระบบเศรษฐกิจแล้ว และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาขอข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในประเด็นนี้
ด้านการทำตลาดกับนักลงทุนต่างประเทศ นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเดินสายโรดโชว์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นศูนย์กลางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์
เพื่อผลักดันบริษัทจดทะเบียนให้พบกับนักลงทุนต่างชาติ และสื่อสารข้อมูลการลงทุนมากขึ้น คาดว่าจะเริ่มได้หลังการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ของปีนี้
พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ระหว่างพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ที่จะรวมเครื่องมือและข้อมูลการลงทุนไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อเพิ่มความสะดวกและโอกาสในการเข้าถึงการลงทุน โดยคาดว่าจะเปิดตัวได้ภายในปี 2569
ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ในการออก Crypto ETF และ Crypto Futures เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนรุ่นใหม่ และเพิ่มทางเลือกในการลงทุนในตลาดทุนไทย ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2569 นี้