
คลังดัน Thai ESG X หวังชะลอแรงขายหุ้นไทย รักษาเงินทุนในตลาดหุ้น
กระทรวงการคลังชง "Thai ESG X" หวังกอบกู้ตลาดหุ้น ชะลอแรงขายสถาบันหลังเม็ดเงินไหลออกต่อเนื่อง โบรกมองมีโอกาสจำกัด Downside ตลาดหุ้นไทย แต่ไม่ทั้งหมด แนะควรดึงเม็ดเงินใหม่ใส่ตลาดทุนเพิ่มเติมร่วมด้วย
ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญปัญหาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบภาคอุตสาหกรรม ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกที่ลดลง รวมถึงปัญหานักลงทุนที่เริ่มหมดศรัทธาในธรรมาภิบาลของบริษัทในตลาดหุ้นไทย
ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีความผันผวนอยู่มาก เม็ดเงินลงทุนที่เคยเฟื้องฟูก็ค่อยๆ ทยอยไหลออก โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และสถาบัน จากข้อมูลพบว่าเพียงเดือนมกราคมเดือนเดียว มีแรงขายจากกองทุน LTF แล้วประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยยังเหลือเม็ดเงินในกองทุน LTF อีกราว 2 แสนล้านบาท
เป็นผลให้กระทรวงการคลังจึงได้นำแผนเสนอประชุม ครม. ให้เปลี่ยนชื่อและวัตถุประสงค์ของกองทุน LTF เป็นกองทุน Thai ESG X โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนจะต้องถือหน่วยลงทุนต่อไปอีก 5 ปี ซึ่งสามารถนำมูลค่าหน่วยลงทุนที่เหลืออยู่ไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อปี เพื่อชะลอแรงขายจากนักลงทุนสถาบันลง
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงการคลังมีแผนจะปรับกองทุน LTF เป็นกองทุน Thai ESG X นั้น มองว่าก็อาจมีส่วนที่ช่วยจำกัด Downside และแรงขายส่วนหนึ่งให้กับตลาดหุ้นไทยได้ แต่ก็ไม่ทั้งหมด
จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขในครั้งนี้ เมื่อมีการโอนหน่วยลงทุนแล้วจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเป็นระยะเวลา 5 ปีภาษี โดยเริ่มปีแรกในปีภาษี 68 ที่จะยื่นภาษีในปี 69 โดยมีเพดานการยกเว้นภาษีสูงสุด 5 แสนบาท โดยได้สิทธิในปีแรกสูงสุด 3 แสนบาท และปีต่อๆ ไปให้สามารถทยอยขอลดหย่อนภาษีจนครบสิทธิ 5 แสนบาท
ทำให้ไม่เอื้อต่อกลุ่มนักลงทุนที่มีการถือหน่วยในปริมาณมากๆ เช่น เกิน 5 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท เป็นต้นไป ซึ่งเกินข้อกำหนดดังกล่าวส่งผลให้มีโอกาสที่จะเห็นการขายออกมาอยู่ดี แต่ข้อดีที่พอมองเห็นในตอนนี้คือน่าจะช่วยรักษาเงินทุนให้อยู่ในตลาดหุ้นไทยได้ต่อไป ทำให้ Valuation ไม่แพงเกินไป ต้นทุนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไม่สูงมากไป เป็นผลดีต่อการระดมทุนของบจ.
ทั้งนี้ อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่มองว่าทางกระทรวงการคลังและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องควรมีการพิจารณาเพิ่มเติม คือ การหาเม็ดเงินใหม่ๆ ใส่เข้ามาในตลาดทุนไทยเพิ่มเติมด้วย นอกเหนือจากการรักษาเงินทุนเดิม ซึ่งข้อเสนอหรือเงื่อนไขอาจต้องมีความน่าสนใจมากกว่านี้
"มองว่าการปรับ LTF มาเป็น TESGX หลักๆ เพื่อชะลอแรงขายของนักลงทุนสถาบัน และเพื่อรักษาเงินทุนให้อยู่ในตลาดทุนไทยต่อไป แต่มองว่าจากนี้อาจไม่ได้เห็นเม็ดเงินลงทุนจากการซื้อ LTF ที่เคยทำได้สูงกว่า 7-8 หมื่นล้าน/ปี เหมือนในอดีตอีกแล้ว อาจได้เห็นเพียง 2-3 หมื่นล้านบาท/ปี เท่านั้น ตลาดหุ้นไทยตอนนี้บรรยกาศไม่เอื้อต่อการลงทุน ต้องยอมรับว่านักลงทุนในปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น และปรับพอร์ตไปลงทุนในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นไทย"
ขณะที่ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า กระทรวงการคลังเสนอการเปลี่ยนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นกองทุน Thai ESG เข้าประชุม ครม. ในวันที่ 3 มี.ค. 68 เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดทุน และกระตุ้นการลงทุนในกองทุน Thai ESG ที่ยังมีมูลค่ากองทุนค่อนข้างน้อยเพียง 3.2 หมื่นล้านบาท
มาตรการดังกล่าวยังช่วยให้นักลงทุนสามารถแปลงหน่วยลงทุนเดิมไปยังกองทุนใหม่อัตโนมัติ และช่วยเพิ่มตัวเลือกในการลงทุนนอกเหนือจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่เป็นทางเลือกหลักในการลดภาษี สะท้อนจากมูลค่ากองทุน 1.93 ล้านล้านบาท และ 1.39 ล้านล้านบาท ตามลำดับ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจัดการการลงทุนเอง
เมื่อพิจารณาเงื่อนไขกองทุนพบว่า กองทุน LTF ลงทุนในตลาดหุ้นเป็นสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงหลักการ ESG เพื่อกระตุ้นตลาดทุนในประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่กองทุน Thai ESG ลงทุนในบริษัทที่ปฏิบัติตามหลัก ESG เท่านั้น โดยทางศูนย์วิจัยฯ ประเมินว่า
- หุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทที่ไม่ผ่าน ESG โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก (Small Cap) จำนวนมากมีความเสี่ยงที่จะถูกเทขาย และพลาดโอกาสในการรับเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมจากมาตรการดังกล่าว แต่จะไม่กระทบภาพรวมของตลาดเงิน จากมูลค่าที่ค่อนข้างน้อย ในปี 67 มีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ESG กว่า 695 บริษัท หรือ 75% ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด แต่คิดเป็นมูลค่าเพียง 18% ของมูลค่าหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด
- เงินลงทุนจะไหลเข้าและกระจุกในบริษัทขนาดใหญ่ (Large Cap) ที่ผ่านมาตรฐาน ESG ซึ่งมีเพียง 288 บริษัท หรือ 25% ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด แต่กลุ่มบริษัทดังกล่าวมีมูลค่าหลักทรัพย์รวมกันกว่า 82% ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด หรือ 14.87 ล้านล้านบาท
ดังนั้น ธุรกิจขนาดเล็กต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ESG เพื่อการระดมทุนและการลงทุนที่ยั่งยืนในอนาคต






