
IMF ชี้อนาคตการเงินโลก "Stablecoins" ตัวเร่งเปลี่ยนผ่านระบบชำระเงิน
IMF สรุปทิศทางอนาคตการเงินโลก ชี้ 'Stablecoins ผสาน Agentic AI' เป็นตัวเร่งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ช่วยลดต้นทุนธุรกรรม พร้อมเปิด 5 แนวทางรับมือความเสี่ยงสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่
KEY
POINTS
- IMF ชี้ว่า Stablecoins เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงระบบการชำระเงินโลก โดยช่วยเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุนการโอนเงินข้ามพรมแดน
- ความเสี่ยงสำคัญสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่คือ Stablecoins อาจเร่งให้เกิดปรากฏการณ์ "Dollarization" หรือการใช้เงินดอลลาร์แทนสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน
- IMF แนะแนวทางเชิงนโยบาย 5 ข้อเพื่อรับมือความท้าทาย เช่น การรักษาพื้นฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง การกำหนดให้มีการรายงานข้อมูลธุรกรรม และการสร้างความร่วมมือด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศ
นายแดน แคทซ์ (Dan Katz) รองกรรมการผู้จัดการคนที่หนึ่งแห่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "Stablecoins: Promise, Risks, and Policy Choices for Emerging Markets" ณ มหาวิทยาลัยเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับภูมิทัศน์ของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทางการเงิน สเตเบิลคอยน์ (Stablecoins) ตลอดจนผลกระทบและความท้าทายเชิงนโยบายสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
ภาพรวมและภูมิทัศน์ของ Stablecoin ในปัจจุบัน
นายแคทซ์ระบุว่า การแปลงสินทรัพย์ทางการเงินเป็นโทเคน (Tokenization) กำลังเป็นแนวโน้มที่ครอบคลุมตั้งแต่สเตเบิลคอยน์ เงินฝากในรูปโทเคน (Tokenized deposits) สินทรัพย์ทางการเงินประเภทอื่นๆ เงินสำรองของธนาคารกลางในระดับขายส่ง ไปจนถึงสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางสำหรับขายปลีก (Retail CBDC)
โดยสเตเบิลคอยน์ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความพร้อมและเติบโตมากที่สุดในปัจจุบัน แม้จะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับระบบการเงินโลก แต่ได้รับความสนใจจากผู้กำหนดนโยบายเนื่องจากเพิ่มการแข่งขันในระบบการชำระเงิน ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงที่มักขยายตัวขึ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
ข้อมูลจาก IMF ระบุว่า มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของสเตเบิลคอยน์เติบโตขึ้นเกือบสามเท่าระหว่างปี 2564 ถึง 2568 และทรงตัวในช่วงปีที่ผ่านมาที่ระดับประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกว่า 99% ผูกมูลค่าไว้กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สินทรัพย์ค้ำประกันส่วนใหญ่เป็นตั๋วเงินคลังระยะสั้นและธุรกรรมซื้อคืนแบบย้อนกลับ (Reverse Repos) แม้ว่าผู้ออกบางรายจะใช้สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำและมีความเสี่ยงสูงกว่าก็ตาม
ในปี 2568 ปริมาณธุรกรรมสเตเบิลคอยน์รวมสูงกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน 6.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (BIS) ประเมินว่า มีเพียง 390,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้นที่เป็นกระแสเงินที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินจริง จากตลาดการชำระเงินข้ามพรมแดนทั่วโลกที่มีมูลค่าราวหนึ่งพันล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยธุรกรรมสเตเบิลคอยน์ส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่ในระบบนิเวศคริปโทฯ ซึ่งขับเคลื่อนโดยบอท (Bots) และการทำกำไรส่วนต่างโดยอัลกอริทึม (Algorithmic Arbitrage)
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในการชำระเงินดิจิทัลรายย่อยจากสเตเบิลคอยน์มีส่วนช่วยลดต้นทุนการโอนเงินระหว่างประเทศ งานวิจัยของ IMF ที่กำลังจะเผยแพร่ระบุว่า ต้นทุนสำหรับผู้ใช้งานปลายทางของสเตเบิลคอยน์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต้นทุนการโอนเงินทั่วโลกในปัจจุบันที่ 6.5%
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ Agentic AI ที่สามารถทำธุรกรรมแทนผู้ใช้งานได้ อาจเป็นตัวเร่งการนำสเตเบิลคอยน์มาใช้เนื่องจากคุณสมบัติด้านความสามารถในการตั้งโปรแกรม (Programmability) และการชำระราคาที่รวดเร็ว (Atomic Settlement)
ผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่และปรากฏการณ์ Dollarization
ผลกระทบสำคัญของสเตเบิลคอยน์ต่อตลาดเกิดใหม่คือ การเข้าถึงเงินตราต่างประเทศที่ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่ปรากฏการณ์ "การใช้เงินดอลลาร์แทนเงินท้องถิ่น (Dollarization)"
ความเสี่ยงสเตเบิลคอยน์สกุลเงินท้องถิ่น
หลายประเทศพยายามจัดการกับแรงกดดันจากการไหลเข้าของสเตเบิลคอยน์สกุลเงินดอลลาร์ (FX Stablecoins) โดยการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนา สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับสกุลเงินท้องถิ่น แต่ข้อมูลจากแอฟริกาใต้ชี้ว่า สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับสกุลเงินแรนด์ (Rand) ได้รับความนิยมน้อยกว่าสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ เนื่องจากผู้ใช้งานต้องการสภาพคล่อง ผลกระทบของเครือข่าย (Network Effects) และการยอมรับในธุรกรรมข้ามพรมแดนที่มีมากกว่า
นอกจากนี้ หากสเตเบิลคอยน์สกุลเงินท้องถิ่นและสกุลเงินดอลลาร์อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนเดียวกัน การแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงินจะกลายเป็นธุรกรรมบนเครือข่าย (On-chain Transaction) ทันที ส่งผลให้ความจำเป็นในการพึ่งพาตัวกลางทางการเงินแบบดั้งเดิมลดลง ช่องทางการแปลงสกุลเงินย้ายจากธนาคารหรือตัวแทนจำหน่าย FX ไปสู่กระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) อ่างสภาพคล่อง (Liquidity Pools) และการแลกเปลี่ยนแบบ Peer-to-peer ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการควบคุมเงินทุนไหลออกของภาครัฐ และอาจทำให้สเตเบิลคอยน์สกุลเงินท้องถิ่นกลายเป็นตัวเร่งการนำ FX Stablecoins มาใช้แทน
พลวัตของ Dollarization
ในอดีต การใช้เงินดอลลาร์แทนเงินท้องถิ่นมักทยอยเกิดขึ้นผ่านการถือครองเงินสด บัญชีเงินฝากดอลลาร์ในประเทศ หรือบัญชีต่างประเทศ แต่สำหรับสเตเบิลคอยน์ การเข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟนทำให้เกิดการแพร่กระจายที่รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น แม้ในประเทศที่การเข้าถึงเงินดอลลาร์ตามปกติถูกจำกัด
สเตเบิลคอยน์อาจทำให้การหลบเลี่ยง มาตรการบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้าย (CFMs) ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งในยามที่เศรษฐกิจตึงเครียด อาจเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนและเสถียรภาพทางการเงิน นอกจากนี้ การไหลเข้าของเงินทุนจำนวนมากไปยัง FX Stablecoins ยังสร้างส่วนต่างระหว่างราคาสเตเบิลคอยน์และอัตราแลกเปลี่ยนสปอต ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการถือครองสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ถูกกดทับไว้
ผลกระทบในแต่ละบริบทประเทศ
IMF แบ่งลักษณะผลกระทบของ FX Stablecoins ตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ระดับการใช้เงินดอลลาร์ และความแข็งแกร่งของกรอบนโยบายมหภาค ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่:
ประเทศที่มีการใช้เงินดอลลาร์สูงอยู่แล้ว
สเตเบิลคอยน์ทำหน้าที่เป็นทางเลือกดิจิทัลทดแทนการใช้เงินดอลลาร์เดิม หากเป็นการทดแทนเงินสดดอลลาร์ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคจะมีจำกัด แต่หากสเตเบิลคอยน์ดึงเงินออกจากระบบเงินฝาก FX ของธนาคารพาณิชย์ ทุนสำรองของสเตเบิลคอยน์ซึ่งถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะทำให้ธนาคารพาณิชย์สูญเสียแหล่งเงินทุนสำหรับการปล่อยสินเชื่อ FX และอาจทำให้สินเชื่อในประเทศตึงตัวขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานการลดการเป็นตัวกลางทางการเงินที่ชัดเจน เช่น ในเอลซัลวาดอร์ที่สินเชื่อและเงินฝากของธนาคารยังคงขยายตัวได้ดี
ประเทศที่จำกัดการเข้าถึงเงินดอลลาร์
ประเทศที่มีโครงสร้างมหภาคอ่อนแอและจำกัดการเข้าถึงเงินต่างประเทศมักมีความต้องการเงินดอลลาร์ที่ถูกกดทับอยู่ การเข้ามาของสเตเบิลคอยน์อาจส่งผลให้การถือครองเงินตราต่างประเทศสุทธิและระดับ Dollarization เพิ่มสูงขึ้น หากประชาชนย้ายสินทรัพย์ทางการเงินในประเทศไปสู่สเตเบิลคอยน์ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่ผ่านตัวกลาง (Unhosted wallets) จะเกิดความท้าทายต่อหน่วยงานกำกับดูแลเนื่องจากไม่มีนิติบุคคลที่ชัดเจนให้เข้าไปควบคุม
ประเทศเศรษฐกิจเปิดที่มีโครงสร้างมหภาคแข็งแกร่ง
ประเทศที่มีนโยบายมหภาคที่น่าเชื่อถือ มีระบบการชำระเงินในประเทศที่มีประสิทธิภาพ และมีระดับการใช้เงินดอลลาร์ต่ำ การนำ FX Stablecoins มาใช้อยู่ในระดับต่ำเนื่องจากไม่มีความต้องการถือครองดอลลาร์ที่ถูกกดทับ ประเทศกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากการแข่งขันและต้นทุนข้ามพรมแดนที่ลดลง โดยมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคต่ำกว่ากลุ่มอื่น แม้ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจเพิ่มขึ้นบ้าง
5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจาก IMF
นายแคทซ์ได้เสนอแนวทางเชิงนโยบายสำหรับผู้กำหนดนโยบายในตลาดเกิดใหม่ 5 ประการ ดังนี้
1. รักษาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคให้แข็งแกร่ง (Strong Macro Fundamentals):
การมีนโยบายการเงินที่น่าเชื่อถือ ฐานะการคลังที่ยั่งยืน สถาบันที่มั่นคง และระบบการชำระเงินในประเทศที่ทำงานได้ดี จะช่วยลดความต้องการถือครองสเตเบิลคอยน์สกุลเงินต่างประเทศ
2. ปิดช่องโหว่ของข้อมูล (Close Data Gaps):
ข้อมูล On-chain มีลักษณะเป็นนามแฝง (Pseudonymous) และกิจกรรมในกระดานเทรด ตลาด OTC หรือกระเป๋าเงินแบบ Custodial มักมองไม่เห็น ทำให้การประเมินปริมาณเงินทุนเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนทำได้ยาก ภาครัฐจึงต้องกำหนดข้อกำหนดการรายงานข้อมูล (Reporting requirements) ภายใต้กรอบกฎหมาย เช่น ธนาคารกลางแอฟริกาใต้ (SARB) ที่รวบรวมข้อมูลสินทรัพย์และจัดทำร่างคู่มือสินทรัพย์คริปโทฯ เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างตลาด
3. ปรับปรุงเครื่องมือเชิงนโยบาย (Revise the Policy Toolkit):
มาตรการบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้าย (CFMs) เดิมไม่ครอบคลุมธุรกรรมสินทรัพย์คริปโทฯ จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลและตรวจสอบกิจกรรมคริปโทฯ อย่างครอบคลุม ทั้งกระดานเทรด ผู้ให้บริการแปลงสกุลเงิน (On- and off-ramp providers) ผู้ดูแลสินทรัพย์ (Custodians) และแพลตฟอร์มการชำระเงิน
4. ปรับนโยบายให้เหมาะกับช่องทางการนำไปใช้ (Tailor Policy Responses):
กรณีที่สเตเบิลคอยน์ทดแทนการถือครอง FX เดิม ควรเน้นการจัดการความเสี่ยงด้านเงินฝากธนาคารผ่านเครื่องมือพรูเด็นเชียล (Prudential tools) ส่วนกรณีที่สเตเบิลคอยน์ขยายการเข้าถึงเงินดอลลาร์เกินกรอบที่อนุญาต ควรขยายขอบเขตมาตรการ CFMs ให้ครอบคลุมจุดแลกเปลี่ยนทั้ง On-ramp, Off-ramp และ On-chain โดยหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายแบบเดียวกันกับทุกสถานการณ์
5. เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ (Strengthen International Cooperation):
เนื่องจากสเตเบิลคอยน์ทำงานข้ามพรมแดน แต่การกำกับดูแลจำกัดเฉพาะในประเทศ หากขาดความร่วมมือระหว่างประเทศ กิจกรรมจะย้ายไปยังเขตอำนาจศาลที่มีการกำกับดูแลหละหลวมหรือย้ายเข้าสู่ Unhosted wallets จึงต้องมีการปรับปรุงกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการกำกับดูแลที่ครอบคลุม
นายแคทซ์ระบุว่า IMF สนับสนุนประเทศสมาชิกผ่านการเฝ้าระวัง การวิเคราะห์ข้อมูล การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลและโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินข้ามพรมแดน รวมถึงการผลักดันการจัดทำรายงานข้อมูลตามโครงการริเริ่มด้านช่องโหว่ข้อมูลของกลุ่ม G20 (G20 Data Gaps Initiative)
ในอนาคต สเตเบิลคอยน์อาจไม่ได้ขยายตัวจนเป็นสินทรัพย์หลักในระบบการเงินโลก หากสถาบันการเงินและเครื่องมือทางการเงินดั้งเดิมสามารถนำเทคโนโลยีอย่าง Tokenization มาพัฒนาการให้บริการเพื่อแข่งขันได้ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังคงส่งผลให้เกิดการแข่งขันและต้นทุนที่ลดลงสำหรับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเป็นหน้าที่ของผู้กำหนดนโยบายในการวางกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสมเพื่อรองรับนวัตกรรมควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน.
ที่มา: Stablecoins: Promise, Risks, and Policy Choices for Emerging Markets





