
ตลาดหุ้นไทยวิกฤตหนัก ดัชนีลด วอลุ่มหาย
ตลาดหุ้นไทยวิกฤตหนัก ดัชนีลดลงต่อเนื่อง Q1/67 วูบแล้ว 2.7% แถมวอลุ่มเทรดเบาบางเหลือ 4.3 หมื่นล้านบาท เหตุนักลงทุนขาดเชื่อมั่น เศรษฐกิจชะลอ ต่างชาติขายสุทธิ 6.9 หมื่นล้าน กระทบธุรกิจโบรก แนะปรับโครงสร้างรายได้ใหม่
เศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอยู่ในระดับตํ่า และถ้ามองว่า เศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ไปคือ การเติบโตตํ่ากว่าศักยภาพต่อเนื่อง ตลาดหุ้นไทยคือ จุดที่ส่งสัญญาณวิกฤตมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย สะท้อนจากภาพการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไตรมาส 1/67 ที่ดัชนีปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าซื้อขาย หรือ วอลุ่มเทรดเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
Q1/67 Set Index ลด 2.7%
ข้อมูลจากตลท.ผ่าน Setsmart.com พบว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (Set Index) ไตรมาส 1/67 ปรับลดลง 37.91 จุดหรือ 2.68% จากระดับที่เปิดการซื้อขายที่ 1,1415.70 จุด และขึ้นไปสูงสุดได้เพียง 1,434.59 จุดก่อนจะปิดซื้อขายที่ระดับ 1,377.94 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 43,028.73 ล้านบาท สูงสุดวันละ 73,556.29 ล้านบาทและบางวันมูลค่าการซื้อขายเหลือเพียงวันละ 25,076.63 ล้านบาทและช่วง 5 วันแรกของเดือนเมษายน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยเหลือเพียง 33,040.65 ล้านบาท
ขณะที่ยอดการซื้อขายของนักลงทุนรายกลุ่มในไตรมาสแรกพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 69,326.20 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 6,172.82 ล้านบาทและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,892.75 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนภายในประเทศซื้อสุทธิ 78,391.78 ล้านบาท
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จํากัด (มหาชน) หรือ TNITY เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ต้องยอมรับว่า จากวอลุ่มเทรดในตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยจะเห็นได้ว่า วอลุ่มเทรดช่วงไตรมาสแรกที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับราว 4.4 หมื่นล้านบาทมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นในการลงทุนของทั้งนักลงทุนไทยและสายตาชาวต่างชาติที่ลดลง
นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น
แม้ว่าเรื่อง Naked Short Selling ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะได้มีการปรับมาตรการกำกับและดูแลที่เข้มข้นมากขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่มากนัก ตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ที่คาดการณในปี 2567 ตํ่ากว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนของตลาดหุ้นไทยยิ่งน้อยลงไปใหญ่
ส่วนประเด็นที่ Program Trading (PT) มีสัดส่วนการซื้อขายในปริมาณที่ค่อนข้างมากในปัจจุบัน มองว่า เป็นผลจากผลิตภัณฑ์เชิงซ้อนของบางบริษัทหลักทรัพย์ (complex structure) ที่มีบางผลิตภัณฑ์การลงทุนลิ้งค์กับ PT ทั้งนี้ มองว่า ปริมาณการเทรดของ PT ยังคงมีตามปกติ เพียงแต่ที่หายไปคืบสภาพคล่องและการลงทุนของรายย่อยในประเทศ จึงดันให้สัดส่วน PT ในบางวันมีมูลค่าและสัดส่วนการซื้อขายที่สูงกว่า
ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fundflow) ที่ไหลออกอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 1/2567 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรอความชัดเจนของนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เพราะที่ผ่านมาจากการลดนโยบายทางการเงิน (QE) แบงก์ชาติหลักของโลก ทำให้สภาพคล่องการลงทุนของต่างชาติในไทยลดลงไปด้วยนักลงทุนหันไปเทรดในฟอร์เรนเคอร์เรนซี่ ตราสารหนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น Firering Strategic Minerals Plc (FRG) ทำให้มีเงินไหลออกไปแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท
รวมถึงเรื่องของการเติบโตของปริมาณเงินในระบบ (M2) ของประเทศไทยเองก็ตํ่าสุดในรอบ 14-15 ปี ซึ่งหากนโยบายทางการเงินและการคลังของไทยมีความชัดเจนมากขึ้น มีมาตรการให้ใหม่ๆ ที่สามารถเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ M2 กลับมาอยู่ในทิศทางที่ดี ก็มีแนวโน้มที่จะดึงดูดให้ Fundflow กลับเข้ามาลงทุนตลาดหฟุ้นไทยอีกครั้ง
จับตา 3 เรื่องสำคัญ
อย่างไรก็ตาม จากนี้คงต้องจับตาม 3 นโยบายสำคัญ ได้แก่ Digital wallet ว่าจะมีความชัดเจนอย่างไร เรื่องงบประมาณปี 2567 หากสามารถเร่งเบิกจ่ายได้เร็วและภาครัฐมีการเดินหน้าลงทุนโครงการต่างๆต่อเนื่อง ก็จะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสภาพคล่องส่วนเกิน
“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนมีการจ่ายดอกเบี้ยในระดับที่ค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับอดีต มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน ซึ่งหากว่าทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นภาครัฐสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง ก็คาดว่าอาจดันให้ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นไปสูงเหนือระดับ 1500 จุดได้ภายในสิ้นปีนี้” นายวิศิษย์กล่าว
รับกระทบธุรกิจโบรก
ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายที่เบาบางลงต้องยอมรับว่า ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการทำธุรกรรมการซื้อขายหุ้น ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยอันที่จริง จากภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งมีการปรับตัวและปรับโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางอื่นให้มากขึ้น และมองหาธุรกิจที่จะมาเป็น New S-curve สร้างรายได้ใหม่ทดแทน
ทั้งนี้ TNITY ได้มีการปรับโครงสร้างทางธุรกิจใหม่เช่นเดียวกัน ปัจจุบันรายได้จากธุรกรรมการซื้อขายหุ้นคิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 40-50% ของรายได้รวม โดยปี 2567 บริษัทจะรุกธุรกิจวาณิชธนกิจในการเป็นที่ปรึกษาการเงิน ทั้งในแง่ของการเป็นที่ปรึกษาการเงินนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ซึ่งขณะนี้มีดีลในมือประมาณ 8-10 ดีล จะทยอยเข้าจดทะเบียนในปี 2567-2568
นอกจากนั้นยังมีการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านการควบรวมกิจการ (M&A) จำนวน 6-8 ดีล รวมถึงเป็นที่ปรึกษาในการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ (Bond) 10-12 ดีล ในส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20-30% ของรายได้รวม ตลอดจนเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สร้างทางเลือกห้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นให้กับธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคล จะเติบโตแตะ 3,200 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ทิศทางผลดำเนินงานของบริษัทปรับตัวดีขึ้นต่อไป
วอลุ่มที่สมดุล 5หมื่นล้าน
ด้านดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกล่าวกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า วอลุ่มเทรดต่อวันของตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเหลือปริมาณต่อวัน 30,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2565 ที่เคยอยู่สูงที่ 76,000 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นวอลุ่มเทรดเริ่มบางลงตามทิศทางตลาดหุ้นที่ลดลงในปี 2566 เหลืออยู่ที่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทและลดลงต่อเนื่องมาถึงปีนี้
ทั้งนี้ วอลุ่มต่อวันจะมากหรือน้อยขึ้นกับ 3 องค์ประกอบคือ
- ภาวะตลาด(ขาขึ้นหรือขาลง) ถ้าตลาดขาลงโอกาสที่วอลุ่มบางเบาลงตามเป็นไปได้อยู่แล้ว
- มาร์เก็ตแคปหรือขนาดของหุ้นที่เทรด เห็นได้จากปี 2565 มาร์เก็ตแคปเคยอยู่ที่ 20.9 ล้านล้านบาท ตอนนี้เหลือประมาณ 16-17 ล้านล้านบาท ลดลงกว่า 23.66% ส่วนตัวมองว่า ระดับปกติที่เหมาะสม วอลุ่มควรจะอยู่ที่ 50,000 ล้านบาทขึ้นไป
- จำนวนบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ยังคงมีเท่าเดิมกว่า 800 บริษัท ซึ่งการมีบจ.รายใหม่เข้ามาน้อย จึงยากที่จะเห็นวอลุ่มบวกเพิ่มขึ้น
“ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ทำให้ตลาดหุ้นไทยซบเซา ถามว่า วอลุ่มที่บางลงเรื่อยๆนั้น มาจากอุปสรรคหลักคือ ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจ เพราะไม่มีบจ.ใหม่ๆที่มีขนาดใหญ่เข้ามาดันมาร์เก็ตแคปให้ใหญ่ขึ้นด้วย และกำไรของบจ.เดิมยังไม่ดี ส่วนดิจิทัลเป็นเพียงช่องทางหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นเทรนด์ทุกคนไปอยู่แล้ว ไม่มีผลให้วอลุ่มเบาบางลง”ดร.จิติพลกล่าว
ส่วนแนวโน้มธุรกิจโบรกเกอร์นั้น ดร.จิติพลกล่าวว่า รายได้ในธุรกิจโบรกเกอร์จะมาจาก 3 ส่วนคือ คอมมิชชั่น(ค่าคอมเทรด) ประมาณ 50%ของแต่ละบริษัท บางบริษัทอาจจะสูงถึง 70%, ค่าธรรมเนียมและบริการประมาณ 25% เช่น การบริหารเงินและรายได้จากดอกเบี้ยปล่อยกู้อีกราว 25%ขึ้นกับพอร์ตของโบรกเกอร์ว่า จะมีมากหรือน้อย
แนะปรับโครงสร้างรายได้
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มรายได้จากค่าคอมมิชชั่นจะน้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจากในอุตสาหกรรมทำการสงครามราคา โดยทั้งอุตสาหกรรมคอมมิชชั่นค่าเฉลี่ยน่าจะที่ 0.1%จากปกติคอมมิชชั่นจะคิดกันอยู่ที่ 0.25% แต่ตอนนี้อาจจะน้อยกว่านั้น เพราะบางบริษัทเทรดฟรีแบบไม่มีค่าคอมมิชชั่นหรือ ถ้ายอดวอลุ่มเทรดเยอะจะลดค่าคอมลง ขณะที่รายได้จากการปล่อยกู้เองปรับลดลง เนื่องจากนักลงทุนไม่พึ่งพาเงินกู้ในการไปเทรดแล้ว
ส่วนค่าธรรมเนียมและบริการเป็นเทรนด์หลักของโลก โดยการเก็บค่าบริการรายปี 1-2% (เป็นค่าบริหารจัดการรายปี)ไม่มีคอมมิชชั่นตอนเทรดหรือเป็นกองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวทฟันด์) ที่เก็บค่าบริการรายปีและขายกองทุนและบริการแนะนำการลงทุน โดยลูกค้าหรือผู้ลงทุนมีค่าจ่ายตามขนาดของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(AUM)
ดังนั้นทางทางออกของโบรกเกอร์และอุตสาหกรรมในภาวะที่วอลุ่มเบาบางลงจะเอียงไปทางการขายกองทุนกับแนะนำการลงทุนแทน โดยเฉพาะเทรนด์ทั่วโลกจะเทรดน้อยลง และเทรดเฉพาะบริษัทระดับโลก ซึ่งรายได้จะผสมอยู่ในค่าบริหารจัดการไม่ได้อิงกับคอมมิชชั่นที่มีแนวโน้มค่าธรรมเนียมการซื้อขายน้อยลงเรื่อยๆ ตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ
ข้อดีของโบรกเกอร์ไม่ต้องยึดติดกับของที่ขายหรือไม่ต้องทำเองเหมือนธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ดังนั้นโมเดลโบรกเกอร์หรือบริษัทหลักทรัพย์พยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นกึ่งธนาคารพาณิชย์กับกึ่งบลจ. เพราะหากยังอิงรายได้จากคอมมิชชั่นนั้น จุดอ่อนคือการแข่งขันกันง่ายและตัดราคา ที่สำคัญโบรกเกอร์ทั่วโลกทำได้ดีกว่าไทย







