svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
thansettakij

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ ที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์

06 กุมภาพันธ์ 2566

ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อ หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น พร้อมการปรับฐานของราคาทองคำ จับตาแนวต้านสำคัญแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดเช้าวันนี้( 6ก.พ.2566)ที่ระดับ  33.55 บาทต่อดอลลาร์ "อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 32.96 บาทต่อดอลลาร์  
 
นายพูน     พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทยระบุว่า
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอีกครั้ง

หลังยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมสหรัฐฯ ในวันศุกร์ออกมาสูงกว่าคาดไปมาก

ในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ตลาดการเงินอาจผันผวนสูงต่อได้ โดยจะขึ้นกับ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดและประธานเฟด หลังภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มสดใสกว่าคาด
 
โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้
 
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ อาจมีไม่มาก แต่ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกและการว่างงานต่อเนื่อง 

 

รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตลาดคาดว่า ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่ได้แย่ลงอย่างที่ตลาดเคยกังวล รวมถึงภาพเงินเฟ้อที่ชะลอลงมากขึ้น อาจช่วยหนุนให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรงตัวที่ระดับ 64.9 จุด (หรืออาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อยได้) 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด หลังจากในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดตีความ ถ้อยแถลงของประธานเฟดในช่วง Press Conference ว่า เฟดอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยไปมากนักจากระดับล่าสุด (ส่งผลให้ตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงชัดเจน)


 ทว่า รายงานข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดในวันศุกร์ที่ผ่านมา กลับออกมาดีเกินคาดไปมาก ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอีกครั้ง (สะท้อนผ่านมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มอง Terminal Rate 5.25% อีกครั้ง) ซึ่งผู้เล่นในตลาดก็อาจอยากทราบมุมมองของประธานเฟด 


รวมถึงเจ้าหน้าที่เฟดท่านอื่นๆ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อและการปรับนโยบายการเงินเฟด หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดที่ดีกว่าคาด นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดดังกล่าว 

ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งหากผลประกอบการรวมถึงแนวโน้มผลประกอบการในอนาคต ออกมาแย่กว่าคาด ก็อาจส่งผลให้บรรยากาศในตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ต่อเนื่องจากช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมาได้
 
▪   ฝั่งยุโรป – ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้นกว่าคาด จะช่วยหนุนให้บรรดานักลงทุนสถาบันและบรรดานักวิเคราะห์มีมุมมองที่ดีขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน 

สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนโดย Sentix (Investor Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ที่อาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -12 จุด ดีขึ้นจากระดับ -17.5 จุด ในเดือนก่อนหน้า (ดัชนีน้อยกว่า 0 สะท้อนมุมมองเชิงลบ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า)


 อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 4 โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า เศรษฐกิจอังกฤษ อาจขยายตัวเพียง +0.3%y/y ชะลอลงหนัก จากที่ขยายตัวกว่า +1.9%y/y ในไตรมาสก่อนหน้า 


กดดันโดยภาวะเงินเฟ้อสูงและผลกระทบของราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจนกดดันการใช้จ่ายของครัวเรือน

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรปอย่างใกล้ชิด เพราะหากผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด ก็อาจยังคงกดดันให้บรรยากาศในตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นและกดดันให้เงินยูโร (EUR) มีโอกาสผันผวนอ่อนค่าลงได้

 

  ฝั่งเอเชีย – ตลาดประเมินว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนภายหลังการผ่อนคลายมาตรการ Zero COVID จะช่วยหนุนให้ราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับตัวขึ้นได้บ้าง ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของจีนในเดือนมกราคมอาจปรับขึ้นสู่ระดับ 2.2% จาก 1.8% ในเดือนก่อนหน้า


 ทั้งนี้ ตลาดยังคงมองว่า แรงกดดันเงินเฟ้อของจีนยังมีไม่มากนัก ทำให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังสามารถใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายได้ หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะที่ ทางด้านธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) 


และ ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +0.25% สู่ระดับ 3.35% และ 6.50% ตามลำดับ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของทั้งสองประเทศ แม้ว่าจะชะลอลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของนโยบายการเงินพอสมควร
 
▪  ฝั่งไทย – เราประเมินว่าการทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจ ที่ได้แรงส่งจากการบริโภคในประเทศจะช่วยหนุนให้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมกราคมเพิ่มขึ้น +0.5% จากเดือนก่อนหน้า

หรือ คิดเป็น +5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ความหวังเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นในปีนี้ อาจช่วยหนุนให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมกราคมปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50 จุด ได้เช่นกัน
 
 
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น พร้อมการปรับฐานของราคาทองคำ เงินบาทก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อได้บ้าง โดยต้องจับตาแนวต้านสำคัญแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ที่เป็นจุด Cut Loss ของผู้เล่นบางส่วนที่มีสถานะ Short USDTHB


 รวมถึงเป็นจุดที่ผู้ส่งออกบางส่วนต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ควรจับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังนักลงทุนต่างชาติยังเดินหน้าขายสุทธิหุ้นและบอนด์ต่อเนื่อง อนึ่ง แรงขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มลดลง หลังดัชนี SET50 ได้ย่อลงใกล้โซนแนวรับหลัก
 
ส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า หากประธานเฟดและบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความกังวลว่า ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอลงช้า และผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนออกมาน่าผิดหวัง ตลาดอาจปิดรับความเสี่ยงต่อ หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้
 
เราคงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
 
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.75 บาท/ดอลลาร์
 
ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.35-33.65 บาท/ดอลลาร์

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 33.54-33.57 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (หลังอ่อนค่าแตะ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบ 4 สัปดาห์) เทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันทำการก่อนหน้าที่ 32.96 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทอ่อนค่าลง เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ หลายตัวออกมาดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด อาทิ การจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นถึง 517,000 ตำแหน่ง อัตราการว่างงานที่ลดลงไปที่ 3.4% (ต่ำสุดในรอบ 53 ปีครึ่ง) และอัตราการเข้าร่วมกำลังแรงงานที่ขยับขึ้นไปที่ 62.4% ในเดือนม.ค.  

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 33.40-33.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคที่ตอบรับข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด รวมถึงตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค. ของไทย