
Bank of America มองไทยฐานหลักอาเซียน ดันระบบจ่ายเงินข้ามพรมแดนเรียลไทม์
Bank of America มองไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของอาเซียน เดินหน้าเปิดบริการชำระเงินข้ามแดนแบบเรียลไทม์ รับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ การท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานโลก ชี้ระบบ PromptPay คือแต้มต่อสำคัญของไทย
KEY
POINTS
- Bank of America (BofA) เลือกไทยเป็นหนึ่งในประเทศนำร่องสำหรับเครือข่ายชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ โดยมองว่าไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญในอาเซียน
- ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BofA เลือกไทยคือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินอย่าง "พร้อมเพย์" (PromptPay) ซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายและมีกฎระเบียบที่ชัดเจน
- ไทยเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของภูมิภาคและเป็นฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการบริการทางการเงินระหว่างประเทศสูง
- ระบบใหม่จะช่วยให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซ ท่องเที่ยว และ SMEs ได้รับเงินเร็วขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ
Bank of America (BofA) ยังคงให้น้ำหนักประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังเปิดตัวเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ครอบคลุม 10 เส้นทางทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับเลือกเป็นหนึ่งในประเทศนำร่อง สะท้อนศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน การเชื่อมโยงทางการค้า และบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
นายฟิล คาร์มอลต์ (Phil Carmalt) หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจ Global Payments Solutions ของ Bank of America เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดนกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมการเงินโลก เนื่องจากระบบเดิมยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุน ความรวดเร็ว และความโปร่งใส
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ G20 ได้ผลักดันเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบชำระเงินระหว่างประเทศ ทั้งในด้านต้นทุน ความเร็ว และการเข้าถึงบริการทางการเงิน ส่งผลให้ธนาคารทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาโซลูชันใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
กระแสดิจิทัลดันความต้องการชำระเงินแบบเรียลไทม์
นายอาซิซ พาร์เวซ (Aziz Parvez) หัวหน้าฝ่าย Global Payments Solutions ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Bank of America กล่าวว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มดิจิทัล และห่วงโซ่อุปทานข้ามประเทศ กำลังสร้างความต้องการระบบชำระเงินที่รวดเร็วมากขึ้น
"ธุรกิจจำนวนมากต้องการให้การชำระเงินระหว่างประเทศเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การโอนเงิน หรือการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองก็มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้"
เขาระบุว่า ระบบ PromptPay ของไทยถือเป็นตัวอย่างของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถรองรับธุรกรรมแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดแข็งที่ทำให้เลือกไทยเป็นฐานสำคัญ
นายฟิล คาร์มอลต์ อธิบายว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ Bank of America เลือกประเทศไทยเป็นประเทศนำร่อง คือความพร้อมของระบบการชำระเงินภายในประเทศ โดย PromptPay มีอัตราการใช้งานสูงทั้งในภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ ไทยยังมีประสบการณ์ในการเชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนกับหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของกฎระเบียบและความพร้อมด้านเทคโนโลยี
"บางประเทศยังอยู่ในพื้นที่สีเทาด้านกฎระเบียบ แต่สำหรับประเทศไทย ระบบดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้งานได้จริง และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแล"
นายอาซิซยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดสำคัญของ Bank of America เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย และเป็นฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก
นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลของไทยยังส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติจัดตั้งศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center) และศูนย์บริการร่วม (Shared Service Center) ภายในประเทศ ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการเงินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ลูกค้าระดับโลกจำนวนมากของเราเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ดังนั้น การสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของธนาคาร"
อีคอมเมิร์ซ-ท่องเที่ยว รับอานิสงส์เต็มที่
สำหรับอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากระบบชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ อาซิซมองว่า ภาคอีคอมเมิร์ซ การท่องเที่ยว การส่งออก และธุรกิจเทคโนโลยีจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลบวก
เขาอธิบายว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกิจได้รับเงินเร็วขึ้น ลดต้นทุนการทำธุรกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียน
"สำหรับ SMEs การได้รับเงินเร็วขึ้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะงบดุลของพวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับบริษัทขนาดใหญ่ การชำระเงินแบบเรียลไทม์จะช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ" นายอาซิซระบุ
อนาคตชำระเงินข้ามแดนผ่าน QR และเบอร์โทรศัพท์
เมื่อมองไปข้างหน้าในอีก 5-10 ปี ฟิลเชื่อว่าระบบชำระเงินข้ามพรมแดนจะมีประสบการณ์ใช้งานไม่ต่างจากการโอนเงินภายในประเทศ
ผู้ใช้จะสามารถโอนเงินระหว่างประเทศผ่านหมายเลขโทรศัพท์ อีเมล หรือ QR Code ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI จะเข้ามาช่วยเลือกช่องทางชำระเงินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับแต่ละธุรกรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกรรมมูลค่าสูง เทคโนโลยีอย่าง Stablecoin และ Tokenized Deposits อาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต แม้ว่าจะยังต้องรอความชัดเจนด้านกฎระเบียบและมาตรฐานการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการเงิน
"เป้าหมายสูงสุดของเราคือการทำให้การชำระเงินข้ามประเทศง่ายและสะดวกไม่ต่างจากการโอนเงินภายในประเทศ แต่ต้องปลอดภัย โปร่งใส และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว" นายฟิลกล่าว
ทั้งนี้ Bank of America ได้เปิดใช้งานเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ใน 10 เส้นทางหลักแล้ว และมีแผนขยายไปยังตลาดอื่นเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับการค้าและการลงทุนที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นทั่วโลก






