
KS เปิดโพยหุ้นเด่นปี 66 รับเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นดัชนี 1,757 จุด
บล.กสิกรไทย มองหุ้นไทยปี 66 "บวกอย่างระมัดระวัง" ลุ้นเดัชนี SET ที่ 1,757จุด เปิด 6 ธีมลงทุน กลุ่มได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว และการเปิดประเทศ
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ( KS ) ระบุมีมุมมองบวกอย่างระมัดระวังต่อตลาดหุ้นไทยปี 2566 จากแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้นและแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง โดยคาดดัชนีหุ้นไทย (SET Index )ในปี 2566 จะอยู่ที่ 1,757 จุด อิงจาก EPS ปี 2567 ที่ 113 บาท และ PER ที่ 15.55 เท่า (-0.55D) หากเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ มองว่าทวีปเอเชียและประเทศไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าจากความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยน้อยกว่าสหรัฐฯ และยุโรป และ GDP ของไทยที่คาดจะเติบโตขึ้น 3.7% ในปี 2566 และอัตราเงินเฟ้อที่คาดจะเข้าหาเป้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งไว้ที่ 1-3%
กรณีดีที่สุด : คาดว่า SET Index ปี 2566 จะอยู่ที่ 1,946 จุด คำนวณด้วย PER ที่ 17.22 เท่า (+0.5SD) หรือสะท้อนสถานการณ์ "goldilocks" ที่เศรษฐกิจโลกไม่เข้าสู่ภาวะฤดถอยขณะที่อัตราเงินเฟ้อแนวโน้มลดลง
กรณีเลวร้ายที่สุด : เราคาดว่า SET Index จะอยู่ที่ 1,568 จุด คำนวณด้วย 13.88 เท่า (-1.5SD) หรือสะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ระดับสูงมากและธนาคารกลางทั่วโลกรวมทั้ง ธปท. จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเชิงรุกในปี 2566 ในกรณีที่ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เราคาดว่า SET Index จะลดลงมาอยู่ที่ 1,475 จุด
ปัจจัยขับเคลื่อน
- คาดเอเซียและประเทศไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นจาก GDP ที่เติบโตมากขึ้นในปี 2566 และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่คาดมีความเป็นไปได้น้อยที่สุดที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และยุโรป
- GDP ไทยจะโตขึ้นอยู่ที่ +3.7% จากจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าที่แข็งแกร่งซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 20 ล้านคนอีกทั้งจีนยังผ่อนคลายนโยบายโควิดเป็นศูนย์
- คาดอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ระดับปานกลาง ด้วยเป้าของ ธปท. ที่ 1-3% ในปี 2566 จากฐานที่สูงและราคาพลังงานที่ลดลง
ปัจจัยเสี่ยงหลัก
- แม้ SET Index ค่อนข้างถูก หากพิจารณาจาก PER และ PBV โดยปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่า -0.5SD ของ PER และ –1SD ของ PBV เล็กน้อย แต่มูลค่าค่อนข้างแพงหากพิจารณาจาก earnings yield gap ( EYG ) ที่ 3.6% หรือ -0.5SD แม้อัตราตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ลดลง
- ปัจจัยเสี่ยงด้านนโยบายหากเงินเฟ้อไม่ปรับลดลงในปี 2566 จากการที่ดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเพียงเล็กน้อย (75bps) สภาวะเศรษฐกิจไทยจึงมีความเสี่ยงด้านนโยบายหากอัตราเงินเฟ้อยังตึงตัวและยืนสูงในปี 2566
- วัฎจักร NPL อาจเลวร้ายลงอีก เรามองว่าไม่ควรวางใจเกินไปกับวัฎจักรเครดิตของไทย NPL อาจเพิ่มสูงขึ้นหลังการปรับโครงสร้างหนี้สินเชิงรุกในช่วงวิกฤติโควิด-19 สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงปัจจุบันยังคงมีปัญหา NPLs ที่ยังเพิ่มสูงขึ้น
6 ธีมลงทุนในปี 2566
สำหรับธีมลงทุนปี 2566 เน้นไปยังกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นในรูปแบบ K-shaped การเปิดประเทศ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และมีการป้องกันความเสี่ยงต่อปัญหาด้านรัฐศาสตรและคุณภาพสินทรัพย์
- กลุ่มป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ : BCP ( TP 35.40 บาท ) และ PRM (TP 9.21 บาท)
- กลุ่มป้องกันความเสี่ยงจากวัฎจักร NPL ในประเทศ: BAM (TP 21 บาท )
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น: KTB ( TP 20 บาท )
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสภาวะเศรษฐกิจแบบ K-shaped: SC : TP 4.60 บาท (ผู้เล่นในประเทศ) และ AAI : TP 8.70 บาท ( ผู้เล่นส่งออก)
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ: CPN ( TP 74.25 บาท ), CRC ( TP 46.60 บาท ) , BDMS (TP 32.30 บาท ) , MINT (TP 34.18 บาท ) และ ADVANC ( TP 249.45 บาท )
- กลุ่มที่มูลค่าหุ้นไม่แพง: TEGH ( TP 6.20 บาท )




