
คปภ. จับตาสงครามตะวันออกกลาง สะเทือนธุรกิจประกันภัยไทย
คปภ.ประเมินสงครามตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงธุรกิจประกันภัยไทย ทั้งต้นทุนสินไหม ตลาดทุนผันผวน และเศรษฐกิจชะลอ ยันฐานะประกันภัยไทยยังแข็งแกร่ง CAR สูงกว่าเกณฑ์กำกับหลายเท่าตัว
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและภาคธุรกิจประกันภัยไทย ผ่านผลกระทบด้านราคาพลังงาน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดทุนและตลาดการเงินโลก รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานและค่าสินไหมที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมเดินหน้ามาตรการติดตามเชิงรุกและทำ Stress Test ประเมินเสถียรภาพธุรกิจประกันภัยอย่างใกล้ชิด
คปภ. เตือนสงครามตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันธุรกิจประกันภัยไทย
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ.เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผ่านมายังธุรกิจประกันภัยไทยในหลายมิติ ทั้งด้านรายได้ที่มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนแรง ขณะที่ต้นทุนค่าสินไหมมีโอกาสปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าซ่อมแซม รวมถึงค่ารักษาพยาบาลและเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดทุนโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ไม่แน่นอน การขยายตัวของ Credit Spread และการปรับฐานของตลาดหุ้น อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ลงทุน ฐานะเงินกองทุน และสภาพคล่องของบริษัทประกันภัย
ขณะเดียวกัน ตลาดประกันภัยต่อทั่วโลกยังมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “Selective Hardening” ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการรับประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป
เบี้ยประกันปี 2569 เสี่ยงโตชะลอ จากเศรษฐกิจอ่อนแรง-กำลังซื้อชะลอตัว
สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันภัยปี 2569 คาดว่า การเติบโตของเบี้ยประกันภัยรวมจะชะลอลงจากประมาณการเดิม จากแรงกดดันของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและตลาดการเงินที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามความตระหนักด้านสุขภาพของประชาชน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้เผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แต่ คปภ. ยืนยันว่า ภาคธุรกิจประกันภัยไทยยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทประกันชีวิตมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) อยู่ที่ 442.4% และบริษัทประกันวินาศภัยอยู่ที่ 367.2% ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ คปภ. กำหนดไว้ที่ 140% อย่างมีนัยสำคัญ
สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกได้ในระดับสูง
ในส่วนของธุรกิจประกันชีวิต คปภ. มองว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและตลาดทุน ซึ่งอาจกระทบต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สิน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อ่อนไหวต่อภาวะตลาด เช่น ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked และ Universal Life) รวมถึงความเสี่ยงจากการเวนคืนกรมธรรม์ หากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง
คปภ. ทำ Stress Test ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัย แม้ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะสั้น แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงานและค่าสินไหมที่สูงขึ้น โดยเฉพาะประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การขนส่งทางทะเล การบิน พลังงาน ประกันทรัพย์สิน และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและปัญหาห่วงโซ่อุปทานโดยตรง
ทั้งนี้ ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คปภ. ได้ดำเนินการทดสอบภาวะวิกฤต (Internal Stress Test Scenario) ครอบคลุมทั้งการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร การลดลงของตลาดหุ้น แรงกดดันเงินเฟ้อด้านพลังงาน และผลกระทบจากตลาดประกันภัยต่อโลก ผลการทดสอบพบว่า บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ยังมีระดับเงินกองทุนและสภาพคล่องสูงกว่าเกณฑ์กำกับดูแล และสามารถบริหารจัดการภาระผูกพันระยะสั้นได้ในระดับที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม คปภ. ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านรายได้ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง การลงทุน การประกันภัยต่อ รวมถึงความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลบริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที และรักษาเสถียรภาพระบบประกันภัยไทยในระยะยาว







