
ธปท. อัด 4 มาตรการทางการเงิน อุ้ม SME-ฐานราก เข้าถึงทุนแสนล้าน
ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเพียง 2.3% ประกาศเดินหน้าจับมือเอกชน ผ่าตัดระบบการเงิน สร้างกลไกค้ำประกันสินเชื่อยุคใหม่ ปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินอย่างยั่งยืน
KEY
POINTS
- ธปท. สร้างกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ตั้งเป้าอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีเพื่อช่วยเหลือ SME
- พัฒนาระบบข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) โดยใช้ข้อมูลอื่น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ มาประเมินความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
- จัดตั้งตลาดกลางสินเชื่อ (Credit Portal) เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้ขอกู้ที่มีศักยภาพกับสถาบันการเงิน เพิ่มการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำ
- ปรับลดต้นทุนทางการเงินและค่าธรรมเนียม เช่น เปิดให้ประชาชนและ SME ตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยในงาน Thailand Economic Outlook 2027 New Horizon Beyond The Trap ช่วงสร้างอนาคตพลิกโฉมประเทศไทย จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2.3% ถึงแม้ว่าระบบเศรษฐกิจจะสามารถรับแรงกระแทกและปรับตัวได้ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ยังคงเติบโตในระดับต่ำและเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาวะความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped ที่ขยายวงกว้างในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งภาคการส่งออกกลุ่ม AI ขยายตัวสูงเกือบ 40% ในขณะที่สินค้าส่งออกที่ไม่ใช่ AI เติบโตเพียงประมาณ 5% เท่านั้น
ทั้งนี้ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างการส่งออกของไทยยังมีการกระจุกตัวสูงมาก โดยผู้ส่งออกเพียง 1% เป็นผู้ครองมูลค่าการส่งออกกลุ่ม AI ถึง 82% อีกทั้งยังมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ (Import Content) ในระดับสูง ส่งผลให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายตัวไปสู่ภาคส่วนอื่นอย่างทั่วถึง
ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ยังพบว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ หลังเผชิญวิกฤตการณ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.3% แต่หลังวิกฤตการณ์ทางการเงินหลายครั้ง อัตราการเติบโตเฉลี่ยก็ลดลงมาเหลือ 5.3% ต่อมาเหลือ 3.7% จนกระทั่งหลังโควิด-19 เหลือเพียง 2.4% และโต 2.3% ในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดยอด (SME) รวมถึงรายได้ของประชาชนยังปรับตัวกว้างขึ้นอย่างน่ากังวล โดยสถิติย้อนหลัง 15 ปีชี้ว่ารายได้ของภาคธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 300%
ส่วนรายได้ของ SME กลับโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 200% เท่านั้น ด้านโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อพบว่า ธุรกิจขนาดใหญ่มีอัตราการเข้าถึงสินเชื่อสูงถึง 63% ในขณะที่ SME กลุ่มที่มีศักยภาพดีที่สุดกลับเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21%
อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่ากังวลคือ แรงส่งทางเศรษฐกิจจากภาค SME หลังโควิด-19 ลดลงเหลือเพียง 1% จากเดิมที่เคยมีส่วนช่วยขับเคลื่อนถึง 1.9% ทั้งที่ SME คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดในประเทศ มีการจ้างงานมากกว่า 13.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งหมด และสร้างมูลค่าต่อ GDP ถึง 35%
ดัน 4 มาตรการ อุ้ม SME
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ธปท.ได้วางมาตรการ 4 เรื่อง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาหนี้เรือนเรือน 2.การส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อของ SME 3.การลดต้นทุนทางการเงิน และ 4.การป้องกันภัยทุจริตทางการเงิน โดยเร่งรัดขับเคลื่อนมาตรการสำคัญ 3-4 ด้าน ประกอบด้วย การปรับลดต้นทุนทางการเงินและค่าธรรมเนียม เช่น การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและการเปิดให้ประชาชนและ SME ตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง
ทั้งนี้ยังสร้างกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ (New Credit Guarantee Mechanism) เป็นโครงสร้างถาวร โดยใช้เงินจากภาคเอกชนค้ำประกันกันเอง ตั้งเป้าอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อช่วยเหลือ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ด้านการพัฒนาระบบข้อมูลทางเลือก (Alternative Data Exchange) โดยบูรณาการข้อมูลภาครัฐ ค่าน้ำ ค่าไฟ รายได้จากการค้าขายออนไลน์ และข้อมูลการชำระเงิน มาใช้ประเมินความเสี่ยงแทนการพึ่งพาเพียงรายการเดินบัญชีธนาคาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย อาชีพอิสระ และผู้มีรายได้น้อย (Underserved) เข้าถึงระบบสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และการจัดตั้ง Credit Portal หรือตลาดกลางสินเชื่อ ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้ขอกู้ที่มีศักยภาพกับสถาบันการเงิน เกิดการแข่งขันและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล
จับมือหน่วยงานปลดล็อกข้อจำกัดเศรษฐกิจ
สำหรับความร่วมมือระหว่าง ธปท. กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระลอกใหม่นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ช่วยให้ธุรกิจ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และยั่งยืน ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจไทยในการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวต่อไป
นอกจากนี้ประชาชนกลุ่มฐานรากและผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระค่าครองชีพจากราคาสินค้าหมวดจำเป็น เช่น อาหารและพลังงาน ที่ปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สินและการดำรงชีวิต โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินสูงถึง 63% และกว่า 30% กำลังเผชิญปัญหาการชำระหนี้
“หัวใจสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศจะแข็งแรงได้ ฐานรากต้องแข็งแรง ถ้าคนฐานรากไม่แข็งแรง ประเทศและธุรกิจก็ไปต่อได้ลำบาก” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุนี้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวได้ โดยการใช้นโยบายการเงินอย่างเดียวมีผลจำกัดและลดลงเรื่อยๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด แต่ต้องอาศัยมาตรการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สภา และแบงก์ชาติ
ขณะที่การช่วยเหลือภาค SME นั้น ธปท. มีแนวทางในการคัดเลือกและสนับสนุนกลุ่มที่มีศักยภาพ ตลอดจนผลักดันให้เกิดการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ เนื่องจากกระบวนการอัดฉีดสินเชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
ทั้งนี้หาก SME ไม่ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตหรือปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และการทุ่มตลาดจากสินค้านำเข้าต่างประเทศ ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า SME ในช่วงเริ่มตั้งไข่หากได้รับสินเชื่อจะมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 87-93% ในปีที่ 3 รวมถึงมีความสามารถในการสร้างกำไรและขยายธุรกิจได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสินเชื่ออย่างชัดเจน
“เราต้องเลือกช่วย SME ที่มีศักยภาพ และตัว SME เองก็ต้องปรับตัว แก้ไขกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพราะคงไม่ใช่ SME ทุกรายที่จะรอดได้หากไม่ปรับตัว” นายวิทัย กล่าว







