
ธปท.ผนึก 11 สมาคม สกัดเงินเทา-บัญชีม้า ต.ค.นี้ ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านต้องแจงที่มา
แบงก์ชาติผนึก 11 สมาคมการเงินยกระดับสกัด "เงินเทา-บัญชีม้า" คุมเข้มฝากเงินสดเกิน 5 ล้านต้องแจงที่มา เริ่ม ต.ค. นี้
KEY
POINTS
- ธปท. ร่วมมือกับ 11 สมาคมในภาคการเงิน เพื่อยกระดับมาตรการสกัดกั้นเงินเทา บัญชีม้า และธุรกรรมผิดกฎหมาย
- เตรียมบังคับใช้มาตรการใหม่ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ กำหนดให้การฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแสดงเอกสารหลักฐานชี้แจงที่มาของเงิน
- หากผู้ฝากไม่สามารถแสดงหลักฐานที่มาของเงินได้ สถาบันการเงินจะปฏิเสธการทำธุรกรรม เพื่อป้องกันเงินผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบ
- ขยายขอบเขตการกำกับดูแลให้ครอบคลุมทุกสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารรัฐ Non-Bank และผู้ให้บริการชำระเงิน พร้อมร่วมมือกับ ก.ล.ต. สกัดช่องทางผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ร่วมกับผู้ประกอบการสถาบันการเงินและกลุ่มอุตสาหกรรมรวม 11 สมาคมและชมรม ลงนามประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมทางการเงิน โดยมีเป้าหมายในการสกัดกั้นและตัดวงจรธุรกรรมผิดกฎหมาย ทั้งปัญหาการพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และการทุจริตคอร์รัปชัน
แม้ทาง ธปท. จะไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการจับกุมหรือยับยั้งผู้กระทำความผิด แต่จะใช้วิธีการสร้างอุปสรรคและความยากลำบากในการเข้าใช้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชี การโอนเงินออก การถอนเงินสด ตลอดจนการเปลี่ยนเงินสดไปเป็นสินทรัพย์รูปแบบอื่น ๆ
สำหรับการยกระดับในครั้งนี้ ธปท. ได้ขยายขอบเขตการกำกับดูแลให้ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมทางการเงินให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จากเดิมที่เน้นเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่ปัจจุบันได้ยกระดับครอบคลุมถึงธนาคารของรัฐ, ผู้ให้บริการระบบชำระเงิน (Payment Gateway), ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมถึงผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) ทั้งประเภทสินเชื่อและไม่ใช่สินเชื่อ
นอกจากนี้ ธปท. ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันข้อมูลธุรกรรมของผู้กระทำผิดระหว่างสถาบันการเงิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น กรณีบัญชีนอมินีในจังหวัดท่องเที่ยว โดยการประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้มีหลักการและข้อตกลงที่ทุกสถาบันต้องปฏิบัติตามจริง ไม่ใช่เป็นเพียงการลงนาม MOU เชิงสัญลักษณ์ทั่วไป
ในส่วนของมาตรการคุมเข้มธุรกรรมทางการเงิน ธปท. เตรียมออกมาตรการสำคัญที่จะเริ่มบังคับใช้ประมาณเดือนตุลาคมนี้ คือการกำหนดให้ผู้ที่ต้องการฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานแจงแหล่งที่มาของเงินอย่างชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น สัญญาสินค้าหรือหลักฐานทางการค้า เช่นเดียวกับการซื้อทองคำแท่งมูลค่าสูงระดับ 10-15 ล้านบาทด้วยเงินสด ซึ่งผู้ทำธุรกรรมจะต้องตอบคำถามถึงสาเหตุที่ใช้เงินสดและแหล่งที่มาของเงิน
“หากไม่สามารถแสดงหลักฐานแหล่งที่มาได้ สถาบันการเงินจะไม่ยินยอมให้นำเงินสดก้อนดังกล่าวเข้าสู่ระบบ เพื่อบีบให้เงินเทาต้องไปอยู่นอกระบบและเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ติดตามปิดช่องทางต่อไป”
นายวิทัย กล่าวว่า จากมาตรการกำกับดูแลที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้เริ่มส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดการถอนเงินสดส่วนที่เกิน 5 ล้านบาทปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยมีมูลค่าสูงถึงเดือนละประมาณ 1 แสนล้านบาท ขณะที่ปริมาณการถอนทองคำแท่งมูลค่าสูงลดลงถึงประมาณ 70%
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการสกัดช่องทางสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะเหรียญ USDT ซึ่งปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เพื่อออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลการโอน USDT ข้ามประเทศจากต่างชาติและการซื้อขายทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการโอนเงินปกติ โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้เกณฑ์ดังกล่าวได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สำหรับระยะถัดไป ธปท. อยู่ระหว่างการเตรียมยกระดับความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ธปท., สำนักงาน ก.ล.ต., สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ






