
SCBX จับมือ Hashed ชี้อาเซียนเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล
SCBX ร่วม Hashed Open Research เปิดรายงาน “Powering Southeast Asia’s Digital Future” เจาะ 6 ตลาดอาเซียน ชี้สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนจากตลาดเก็งกำไร สู่โครงสร้างพื้นฐานการเงินที่ใช้งานจริง ขณะที่โจทย์ใหญ่เริ่มขยับจากกฎเกณฑ์ไปสู่การสร้างโมเดลธุรกิจ สภาพคล่อง และการเชื่อมระบบการเงินเดิม
KEY
POINTS
- SCBX ร่วมมือกับ Hashed จัดทำรายงานชี้ว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียนกำลังเปลี่ยนจากการเก็งกำไรสู่การใช้งานในโครงสร้างพื้นฐานการเงินจริง
- ภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพสูงในการเติบโตด้านการเงินดิจิทัล โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจแบบ Mobile-first และการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสูง
- ความท้าทายในอนาคตไม่ใช่กฎเกณฑ์ แต่คือการสร้างการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และนักพัฒนา
SCBX เปิดตัวรายงาน “Powering Southeast Asia’s Digital Future” จัดทำร่วมกับ Hashed Open Research (HOR) หน่วยงานคลังสมองด้านนโยบายของ Hashed บริษัทเวนเจอร์แคปิทัลด้าน Web3 โดยมุ่งฉายภาพทิศทางตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากการใช้งานเพื่อการเก็งกำไร ไปสู่การประยุกต์ใช้ในระบบการเงินจริงมากขึ้น
รายงานดังกล่าวรวบรวมทั้งผลการศึกษาตลาดและมุมมองจากวงเสวนาแบบปิดภายในงาน Southeast Asia Blockchain Week (SEABW) 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดย Hashed และ ShardLab ร่วมกับ SCBX มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 4,000 คน และวิทยากรกว่า 100 คนจากทั่วโลก
สาระสำคัญของรายงานอยู่ที่การประเมินว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของภูมิภาคกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน กฎเกณฑ์ และการยอมรับจากภาคสถาบันเริ่มพัฒนาไปไกลกว่าเดิม แต่การขยายตัวในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่เกิดขึ้นจริง
เจาะ 6 ตลาดหลักสินทรัพย์ดิจิทัลอาเซียน
รายงานแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกสำรวจภูมิทัศน์สินทรัพย์ดิจิทัลใน 6 ตลาดหลัก หรือ SEA-6 ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ครอบคลุมทั้งแนวทางกำกับดูแล พัฒนาการของตลาด และประเด็นที่ต้องจับตา
ส่วนที่สองสังเคราะห์มุมมองจากผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และสถาบันการเงิน ผ่านปาฐกถาหลักและวงเสวนาเชิงสถาบันแบบปิด 4 วง เพื่อสะท้อนโอกาสและข้อจำกัดในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในเชิงพาณิชย์
ผู้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองประกอบด้วยหน่วยงานและบริษัทในอุตสาหกรรม เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ไทย, Bitkub, Avalanche, Tether, Token X, Base และ Kite รวมถึงผู้ประกอบการบางรายที่บริหารสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ผู้บริหารหลักที่ร่วมสะท้อนมุมมอง ได้แก่ กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer ของ SCBX และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB 10X, Simon Kim CEO และ Managing Partner ของ Hashed และ Hojin Kim CEO ของ ShardLab
อาเซียนเข้าสู่จุดเปลี่ยนการเงินดิจิทัล
รายงานประเมินว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีฐานสำคัญต่อการเติบโตของบริการทางการเงินดิจิทัล จากโครงสร้างเศรษฐกิจแบบ Mobile-first และประชากรเกือบ 700 ล้านคน ซึ่งกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้เงินสดไปสู่ระบบชำระเงินผ่านมือถือมากขึ้น
ข้อมูลในรายงานระบุว่า ปี 2568 GDP รวมของอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 4.17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลก ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคในรูป Gross Merchandise Value หรือ GMV อยู่ที่ประมาณ 305,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน สัดส่วนการชำระเงินมากกว่า 60% เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบดิจิทัลแล้ว แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากโครงสร้างการชำระเงินในปี 2562 ที่ยังพึ่งพาเงินสดเป็นหลัก
อีกปัจจัยหนึ่งคือระดับการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดย 4 ใน 10 ประเทศที่มีการใช้งานคริปโตสูงที่สุดในโลกอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย
ส่วนมูลค่าธุรกรรมบนเชน หรือ On-chain ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพิ่มขึ้นจาก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 1 ปีถึงเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งรายงานระบุว่าเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นทั่วโลก
แต่ละประเทศเดินคนละเกม
แม้ตลาดโดยรวมจะเติบโตในทิศทางเดียวกัน แต่รายงานพบว่าแต่ละประเทศกำลังเลือกแนวทางพัฒนาระบบสินทรัพย์ดิจิทัลแตกต่างกัน
เวียดนามและฟิลิปปินส์ เน้นสร้างระบบนิเวศรองรับการใช้งานของผู้บริโภคที่มีอยู่แล้ว ขณะที่ สิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย ให้น้ำหนักกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายใต้ใบอนุญาต เชื่อมโยงกับสกุลเงินท้องถิ่น และมีภาคสถาบันเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ส่วน อินโดนีเซีย ใช้แนวทางกำกับคริปโตในฐานะสินทรัพย์สำหรับผู้บริโภคภายใต้การควบคุม พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับภาครัฐ
สำหรับประเทศไทย รายงานจัดให้เป็นหนึ่งในตลาดที่มีระบบสินทรัพย์ดิจิทัลครบวงจรมากที่สุดในภูมิภาค ตั้งแต่โครงสร้างกำกับดูแล ผู้ให้บริการ ไปจนถึงการเข้ามามีบทบาทของสถาบันการเงิน โดยมี SCBX เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่นำกรอบกำกับดูแลไปทดลองและพัฒนาสู่การใช้งานจริง
คอขวดใหม่ไม่ใช่กฎเกณฑ์
หนึ่งในข้อสรุปสำคัญของรายงาน คือข้อจำกัดของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนไป
ในช่วงที่ผ่านมา ความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคหลัก แต่รายงานมองว่า ในหลายตลาด โจทย์ดังกล่าวเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีด้านการชำระราคาและการบันทึกธุรกรรมบนระบบบัญชีพื้นฐานที่พัฒนาไปมากแล้ว
สิ่งที่กลายเป็นคอขวดในระยะต่อไปจึงอยู่ที่ ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์และการปฏิบัติจริง
ตั้งแต่การเชื่อมต่อกับระบบธนาคารพาณิชย์ การจ่ายเงินปลายทางหรือ Last-mile Payment ที่ต้องทำงานร่วมกับสกุลเงินท้องถิ่นหลายสกุล ไปจนถึงการสร้างสภาพคล่องในตลาดรองสำหรับสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน หรือ Real World Assets
รายงานยังเสนอว่า คุณค่าหลักของเทคโนโลยีบล็อกเชนในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ “ความเร็ว” ของธุรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการกำหนดเงื่อนไขและกระบวนการทางการเงินผ่านระบบ หรือ Programmability ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดผลิตภัณฑ์และโมเดลธุรกิจทางการเงินรูปแบบใหม่
เกมระยะยาวอยู่ที่การเชื่อม “รัฐ-ธนาคาร-นักพัฒนา-เงินทุนโลก”
รายงานสรุปว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความแตกต่างสูง ทั้งด้านกฎเกณฑ์ ระบบธนาคาร สกุลเงิน และโครงสร้างตลาด ดังนั้นการขยายตัวของสินทรัพย์ดิจิทัลไม่สามารถอาศัยเพียงเงินลงทุน หรือการออกกฎจากภาครัฐเพียงด้านเดียว
ปัจจัยสำคัญจะอยู่ที่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ธนาคารพาณิชย์ นักพัฒนาในประเทศ บริษัทเทคโนโลยี และนักลงทุนระดับโลก เพื่อเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับระบบเศรษฐกิจจริง
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันด้านการเงินดิจิทัลในอาเซียนกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ จากเดิมที่วัดกันด้วยจำนวนผู้ใช้งานหรือมูลค่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ไปสู่การแข่งขันว่า ประเทศใดสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ใช้งานได้จริง มีสภาพคล่อง และเชื่อมต่อข้ามระบบได้มากกว่ากัน







