
สหรัฐร่วมพยุงค่าเงินเยน หวั่นแรงขายพันธบัตรสหรัฐกระทบตลาดโลก
สหรัฐเข้าร่วมแทรกแซงตลาดเงินเพื่อพยุงค่าเงินเยนเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี ท่ามกลางความกังวลว่าญี่ปุ่นอาจต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมากเพื่อใช้แทรกแซงค่าเงิน
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เข้าร่วมแทรกแซงค่าเงินเพื่อพยุงเงินเยน เนื่องจากกังวลว่าญี่ปุ่นอาจต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพตลาดการเงินโลก
- การดำเนินการร่วมครั้งนี้ช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงสภาพคล่องเงินดอลลาร์ผ่านโครงการ FIMA Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่
- การแทรกแซงร่วมเพื่อเข้าซื้อเงินเยนครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 หลังจากค่าเงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี
การที่รัฐบาลสหรัฐตัดสินใจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นในการพยุงค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก ได้ก่อให้เกิดคำถามว่าอะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังการแทรกแซงร่วมที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยสำคัญคือความกังวลต่อเสถียรภาพของตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและระบบการเงินของญี่ปุ่น
รัฐบาลญี่ปุ่นมีความกังวลมากขึ้นต่อการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งล่าสุดร่วงลงสู่ระดับอ่อนค่าที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในรอบเกือบ 40 ปี โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าลงแตะ 163.73 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 157.57 เยนต่อดอลลาร์ในวันศุกร์
การแทรกแซงร่วมครั้งนี้นับเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นในการเข้าซื้อเงินเยนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 และเป็นการแทรกแซงร่วมครั้งแรกของทั้งสองประเทศนับตั้งแต่กลุ่ม G7 เข้าแทรกแซงเพื่อทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2011
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า หนึ่งในความกังวลสำคัญของกรุงวอชิงตันคือ การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมากเพื่อนำเงินมาใช้ในการแทรกแซงค่าเงินฝ่ายเดียว เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในบรรดานักลงทุนต่างชาติ
ลูอิส ลู หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์เอเชียของ Oxford Economics กล่าวว่า อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้สหรัฐเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ มีองค์ประกอบของการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอยู่ด้วย ความผันผวนของตลาดที่เกิดจากนโยบายการคลังเชิงรุกของญี่ปุ่น อาจลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและบั่นทอนเสถียรภาพของเงินดอลลาร์
หลีกเลี่ยงการเทขายพันธบัตร
การที่ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐให้ความสำคัญกับโครงการ FIMA Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารกลางต่างประเทศสามารถเข้าถึงสภาพคล่องสกุลเงินดอลลาร์โดยไม่ต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐออกไปโดยตรง เป็น สัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงการเทขายพันธบัตรแบบถูกบีบบังคับให้มากที่สุด
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นระบุเมื่อวันจันทร์ว่า มีแผนจะใช้ FIMA Repo Facility สำหรับการแทรกแซงค่าเงินในอนาคต ขณะที่ มาซาฮิโกะ ลู นักกลยุทธ์มหภาคอาวุโสของ State Street กล่าวว่า สัญญาณดังกล่าว อาจมีความสำคัญมากกว่าการแทรกแซงเสียอีก
ความกังวลของสหรัฐน่าจะครอบคลุมมากกว่าเพียงค่าเงินเยน เพราะหากเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มเติม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรโลก ในช่วงเวลาที่ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐต่างกำลังเผชิญต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวที่เพิ่มขึ้น
การเน้นย้ำว่าญี่ปุ่นสามารถเข้าถึง FIMA Repo ของเฟดได้ ทำให้ตลาดรับรู้ว่าญี่ปุ่นสามารถระดมสภาพคล่องดอลลาร์ได้โดยไม่ต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งช่วยคลายความกังวลว่าการแทรกแซงของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดเงินของสหรัฐผ่านการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้น นี่เป็นความพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพด้านการส่งสัญญาณ และใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดผลสูงสุด
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นเกือบ 57 จุดพื้นฐานนับตั้งแต่ต้นปี
ความสัมพันธ์สหรัฐ-ญี่ปุ่นเข้าสู่ระยะใหม่
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐเข้าร่วมการแทรกแซงค่าเงินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อสนับสนุนเงินเยน ในฐานะการแสดงออกถึงการสนับสนุนญี่ปุ่น และเพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก
นอกเหนือจากการปกป้องตลาดพันธบัตรสหรัฐแล้ว การแทรกแซงครั้งนี้ยังสะท้อนถึงลำดับความสำคัญด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้างของสหรัฐด้วย
Oxford Economics ระบุว่า สหรัฐยืนยันมาโดยตลอดว่าเงินเยนอ่อนค่ากว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญจึงมีแรงจูงใจในการแก้ไขสิ่งที่มองว่าเป็นความได้เปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากเงินเยนที่อ่อนค่าช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกญี่ปุ่น
หากสหรัฐเชื่อว่านโยบายการคลังของญี่ปุ่นเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) สูงขึ้นและทำให้ค่าเงินอ่อนลง การแทรกแซงร่วมก็อาจช่วยซื้อเวลาให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จนกว่าจะสามารถกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม การที่เงินเยนจะแข็งค่าขึ้นอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของญี่ปุ่น มากกว่าการแทรกแซงซ้ำ ๆ
เจสเปอร์ คอลล์ ผู้อำนวยการผู้เชี่ยวชาญของ Monex กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น
ความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ การแทรกแซงร่วมแสดงให้เห็นว่า เมื่อญี่ปุ่นร้องขอความช่วยเหลือ สหรัฐก็พร้อมตอบรับ อีกทั้งยังส่งสารทางภูมิรัฐศาสตร์ถึงจีนว่า ผู้นำจีนให้ความสำคัญกับการกระทำมากกว่าคำพูด
การดำเนินการที่อาจให้ผลตรงกันข้าม
รายงานที่ระบุว่าสหรัฐขายเงินยูโรแทนที่จะขายเงินดอลลาร์เพื่อนำไปซื้อเงินเยน สร้างความประหลาดใจให้ตลาด เนื่องจากการแทรกแซงร่วมในอดีตมักใช้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์เป็นแหล่งเงินทุน
โรบิน บรูกส์ นักวิจัยอาวุโสของ Brookings Institution ตั้งคำถามต่อกลไกการดำเนินงานของสหรัฐ โดยระบุว่า เรื่องนี้สร้างความสับสนให้ตลาดและอาจให้ผลตรงกันข้าม
ในแวบแรก สิ่งนี้อาจทำให้ตลาดมองว่าการแทรกแซงครั้งนี้จะมีผลมากกว่าความพยายามในอดีต แต่การมีส่วนร่วมของสหรัฐกลับสร้างคำถามมากกว่าคำตอบ โดยเฉพาะข่าวที่ค่อนข้างแปลกว่ารัฐบาลสหรัฐขายเงินยูโรเพื่อซื้อเงินเยน ความผิดปกติลักษณะนี้กลับลดทอนประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วมของสหรัฐ เพราะตลาดย่อมตั้งคำถามว่าทำไมสหรัฐจึงไม่ใช้เงินดอลลาร์โดยตรงในการซื้อเงินเยน
การแทรกแซงไม่สามารถหยุดยั้งการอ่อนค่าของเงินเยนได้ หากปัจจัยหลักยังมาจากตลาดพันธบัตรของญี่ปุ่น ตราบใดที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นยังถูกจำกัดไว้โดยมาตรการของรัฐ เงินเยนก็ยังมีมูลค่าสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน และจำเป็นต้องอ่อนค่าลง
แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะยุตินโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve Control) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2024 แต่ยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในปริมาณมาก บรูกส์มองว่าการเข้าซื้อดังกล่าวยังคงกดต้นทุนการกู้ยืมให้อยู่ต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นในตลาดเสรี
ด้านState Street ก็เห็นเช่นกันว่า การแทรกแซงสามารถช่วยซื้อเวลาได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางระยะยาวได้ การแทรกแซงอาจกำหนดทิศทางในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่การดำเนินนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติของ BOJ และกระแสการป้องกันความเสี่ยง จะเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางในอีกหลายปีข้างหน้า





