
พันธบัตรออมพลัส เปิดจองรอบใหม่ 3–5 ส.ค. เริ่มต้น 1,000 บาท รายย่อยได้สิทธิก่อน
รัฐบาล เปิดจองพันธบัตรออมพลัส รอบใหม่ระหว่างวันที่ 3–5 สิงหาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect โดยเริ่มลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท และจัดสรรสิทธิให้ผู้ลงทุนรายย่อยก่อน
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมเปิดจองพันธบัตรออมพลัสรอบใหม่ระหว่างวันที่ 3–5 สิงหาคม 2569
- ประชาชนรายย่อยสามารถลงทุนได้โดยเริ่มต้นขั้นต่ำ 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect
- ใช้หลักการจัดสรรแบบ Small Lot First โดยให้สิทธิผู้ลงทุนรายย่อยได้รับการจัดสรรก่อน
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พันธบัตรรัฐบาล "ออมพลัส" ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยสามารถจำหน่ายเต็มวงเงินภายในเวลาเพียง 21 วินาที สะท้อนถึงความต้องการทางเลือกการออมที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน
น.ส.รัชดา กล่าวว่า ความสำเร็จของพันธบัตรออมพลัสไม่ได้สะท้อนเพียงการจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว แต่ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อภาครัฐออกแบบเครื่องมือทางการเงินให้เข้าถึงง่าย ประชาชนก็พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการออมและการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของตนเอง
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนรายย่อย เพื่อให้เงินทุนในระบบกระจายสู่ประชาชนและเศรษฐกิจจริงอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มที่มีเงินทุนหรือมีความพร้อมมากกว่า
พันธบัตรออมพลัสจึงถูกออกแบบให้ประชาชนสามารถเริ่มลงทุนได้ด้วยวงเงินไม่สูง พร้อมใช้หลักการจัดสรรแบบ Small Lot First หรือให้ผู้ลงทุนรายเล็กได้รับการจัดสรรก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงของรัฐบาลได้อย่างเป็นธรรม
สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทุน รัฐบาลจะเปิดให้จองซื้อพันธบัตรออมพลัสรอบถัดไป ระหว่างวันที่ 3–5 สิงหาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect โดยเริ่มลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท และให้สิทธิผู้ลงทุนรายย่อยก่อน
เดินหน้าขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี โดย น.ส.รัชดา ระบุว่า ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า อุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นการทำให้เงินทุนเข้าถึงธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ติดข้อจำกัดด้านหลักประกันหรือมีข้อมูลในระบบการเงินไม่เพียงพอ
รัฐบาลจึงผลักดันการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และข้อมูลทางเลือกเพื่อประกอบการประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการ ช่วยให้สถาบันการเงินพิจารณาสินเชื่อได้รอบด้านมากขึ้น ไม่ยึดเฉพาะหลักประกัน ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุน นำไปหมุนเวียนกิจการ ขยายธุรกิจ และรักษาการจ้างงาน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแลการดำเนินงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าปราบปรามทุนเทา บัญชีม้า พนันออนไลน์ ธุรกรรมผิดปกติ และเงินนอกระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจ
ในด้านการลงทุน รัฐบาลระบุว่าจะสร้างความชัดเจนด้านนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างงานที่มีรายได้สูงขึ้น







