thansettakij
thansettakij
Fitch ขยับแนวโน้มเครดิตไทยเป็น Stable คงอันดับ BBB+ คาด GDP ปี 69 โต 2.3%

Fitch ขยับแนวโน้มเครดิตไทยเป็น Stable คงอันดับ BBB+ คาด GDP ปี 69 โต 2.3%

21 ก.ย. 69 | 08:28 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ย. 69 | 08:29 น.

Fitch Ratings ปรับแนวโน้มเครดิตไทยสู่ Stable คงเรตติ้ง BBB+ คาด GDP ปี 2569 โต 2.3% หนี้รัฐบาลปี 2571 ต่ำกว่า 63% จับตาแผนรักษาวินัยการคลัง

KEY

POINTS

  • ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจาก "เชิงลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ" (Stable) และคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+
  • คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 จะขยายตัว 2.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงการบริโภคในประเทศ
  • ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับแนวโน้มคือเสถียรภาพทางการเมืองที่เอื้อต่อนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง การรักษาวินัยทางการคลัง และฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง

Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก Negative เป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ BBB+ กระทรวงการคลังระบุว่า ขณะนี้ Fitch, Moody’s และ S&P ต่างให้แนวโน้มเครดิตไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ โดยปัจจัยที่ Fitch ให้น้ำหนักครอบคลุมเสถียรภาพทางการเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจ วินัยการคลัง และฐานะการเงินต่างประเทศ

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า การที่ Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก Negative เป็น Stable โดยคงอันดับเครดิตที่ BBB+ นั้น มองว่าการเปลี่ยนแนวโน้มดังกล่าวช่วยลดความกังวลด้านเสถียรภาพเครดิตประเทศ

และเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศลงทุน แม้กระแสเงินทุนต่างชาติจะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ทั้งค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยก็ตาม

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” (Negative Outlook) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็น การปรับแนวโน้มเครดิต ไม่ใช่การปรับขึ้นอันดับเครดิต แต่ช่วยลดความกังวลต่อทิศทางฐานะการคลังของประเทศ นายเอกนิติระบุว่า ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch, Moody’s และ S&P ต่างมีแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับ Stable

Fitch มองเสถียรภาพรัฐบาลหนุนนโยบายต่อเนื่อง

จากการปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ของ Fitch ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าเสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และเพิ่มโอกาสให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะปานกลางมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนปรับสมดุลทางการคลัง

ด้านเศรษฐกิจ Fitch คาดว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.3% ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 2.4% แม้เผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลก โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส

ส่วนภาคท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่รายรับจากการท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับดี และ Fitch คาดว่าภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในปีถัดไป

หนี้รัฐบาลคาดต่ำกว่า 63% ของ GDP ในปีงบประมาณ 71

ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ ภาระหนี้ของรัฐบาล โดย Fitch ระบุว่า หนี้ภาครัฐบาลทั่วไปต่อ GDP อยู่ที่ 59.3% ในปีงบประมาณ 2568 และคาดว่าจะต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 ดีขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าที่ 65%

การปรับประมาณการดังกล่าวสะท้อนผลการคลังปีงบประมาณ 2568 ที่ดีกว่าคาด และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ Fitch มองว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง แม้ต้องใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว โดยความคืบหน้าของแผนเพิ่มรายได้ภาครัฐจะเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม

ฐานะการเงินต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง

Fitch คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะขาดดุลชั่วคราว 0.5% ของ GDP ในปี 2569 จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อก่อสร้าง Data Center ก่อนกลับมาเกินดุล 1.5% ของ GDP ในปี 2570

อย่างไรก็ตาม การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยยังมีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิในระดับสูง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน

โดยผลประเมินครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และรักษาวินัยทางการคลัง

“การปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็นระดับมีเสถียรภาพในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเร่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน”