
Fitch ขยับแนวโน้มเครดิตไทยเป็น Stable คงอันดับ BBB+ คาด GDP ปี 69 โต 2.3%
Fitch Ratings ปรับแนวโน้มเครดิตไทยสู่ Stable คงเรตติ้ง BBB+ คาด GDP ปี 2569 โต 2.3% หนี้รัฐบาลปี 2571 ต่ำกว่า 63% จับตาแผนรักษาวินัยการคลัง
KEY
POINTS
- ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจาก "เชิงลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ" (Stable) และคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+
- คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 จะขยายตัว 2.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงการบริโภคในประเทศ
- ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับแนวโน้มคือเสถียรภาพทางการเมืองที่เอื้อต่อนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง การรักษาวินัยทางการคลัง และฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง
Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก Negative เป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ BBB+ กระทรวงการคลังระบุว่า ขณะนี้ Fitch, Moody’s และ S&P ต่างให้แนวโน้มเครดิตไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ โดยปัจจัยที่ Fitch ให้น้ำหนักครอบคลุมเสถียรภาพทางการเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจ วินัยการคลัง และฐานะการเงินต่างประเทศ
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า การที่ Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก Negative เป็น Stable โดยคงอันดับเครดิตที่ BBB+ นั้น มองว่าการเปลี่ยนแนวโน้มดังกล่าวช่วยลดความกังวลด้านเสถียรภาพเครดิตประเทศ
และเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศลงทุน แม้กระแสเงินทุนต่างชาติจะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ทั้งค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยก็ตาม
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” (Negative Outlook) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็น การปรับแนวโน้มเครดิต ไม่ใช่การปรับขึ้นอันดับเครดิต แต่ช่วยลดความกังวลต่อทิศทางฐานะการคลังของประเทศ นายเอกนิติระบุว่า ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch, Moody’s และ S&P ต่างมีแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับ Stable
Fitch มองเสถียรภาพรัฐบาลหนุนนโยบายต่อเนื่อง
จากการปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ของ Fitch ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าเสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และเพิ่มโอกาสให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะปานกลางมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนปรับสมดุลทางการคลัง
ด้านเศรษฐกิจ Fitch คาดว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.3% ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 2.4% แม้เผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลก โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส
ส่วนภาคท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่รายรับจากการท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับดี และ Fitch คาดว่าภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในปีถัดไป
หนี้รัฐบาลคาดต่ำกว่า 63% ของ GDP ในปีงบประมาณ 71
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ ภาระหนี้ของรัฐบาล โดย Fitch ระบุว่า หนี้ภาครัฐบาลทั่วไปต่อ GDP อยู่ที่ 59.3% ในปีงบประมาณ 2568 และคาดว่าจะต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 ดีขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าที่ 65%
การปรับประมาณการดังกล่าวสะท้อนผลการคลังปีงบประมาณ 2568 ที่ดีกว่าคาด และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ Fitch มองว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง แม้ต้องใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว โดยความคืบหน้าของแผนเพิ่มรายได้ภาครัฐจะเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม
ฐานะการเงินต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง
Fitch คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะขาดดุลชั่วคราว 0.5% ของ GDP ในปี 2569 จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อก่อสร้าง Data Center ก่อนกลับมาเกินดุล 1.5% ของ GDP ในปี 2570
อย่างไรก็ตาม การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยยังมีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิในระดับสูง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน
โดยผลประเมินครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และรักษาวินัยทางการคลัง
“การปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็นระดับมีเสถียรภาพในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเร่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน”







