
ส่งออกไทยเจอศึก 'กำแพงการค้าสีเขียว' EXIM BANK แนะปรับธุรกิจ รับกติกาโลก
EXIM BANK เตือนผู้ส่งออกไทยรับมือ ‘กำแพงการค้าสีเขียว’ โลกใหม่ EU ออกกฎสิ่งแวดล้อมกว่า 3,400 ฉบับ เร่งช่วย SMEs ทำข้อมูล ESG ปูทางสินเชื่อดอกเบี้ย 2.75%
KEY
POINTS
- ประเทศคู่ค้าหลักของไทย เช่น สหรัฐฯ, EU และจีน กำลังยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) ซึ่งกลายเป็น "กำแพงการค้าสีเขียว" ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย
- สหภาพยุโรป (EU) เป็นผู้นำในการออกมาตรการสำคัญหลายฉบับ เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอน (CBAM), กฎหมายว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ (PPWR)
- ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดทำข้อมูล ESG ที่ตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
- EXIM BANK แนะให้ผู้ส่งออกเร่งปรับธุรกิจ พร้อมเสนอมาตรการช่วยเหลือผ่านสินเชื่อสีเขียวดอกเบี้ยพิเศษ และบริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อรับมือกติกาการค้าโลกใหม่
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศคู่ค้าหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) และจีน ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกไทย กำลังเร่งยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกและผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก จำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
สำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น "กติกาการค้าโลกยุคใหม่" ที่จะส่งผลต่อการเข้าถึงตลาด การได้รับคำสั่งซื้อ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต
EU เดินหน้า Green Deal ออกกฎสิ่งแวดล้อมกว่า 3,400 ฉบับ
นายชลัช กล่าวว่า สหภาพยุโรปถือเป็นภูมิภาคที่มีการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ European Green Deal โดยได้ออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้วมากกว่า 3,400 มาตรการ ซึ่งหลายมาตรการกำลังทยอยมีผลบังคับใช้และจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในทางปฏิบัติในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยกำหนดมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การลดการใช้วัสดุ การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
นอกจากนี้ ยังมี มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน แต่มีแนวโน้มขยายไปยังสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรอื่นในอนาคต
EU เดินหน้า Green Deal ออกกฎสิ่งแวดล้อมกว่า 3,400 ฉบับ
นายชลัช กล่าวว่า สหภาพยุโรปถือเป็นภูมิภาคที่มีการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ European Green Deal โดยได้ออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้วมากกว่า 3,400 มาตรการ ซึ่งหลายมาตรการกำลังทยอยมีผลบังคับใช้และจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในทางปฏิบัติในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยกำหนดมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การลดการใช้วัสดุ การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
นอกจากนี้ ยังมี มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน แต่มีแนวโน้มขยายไปยังสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรอื่นในอนาคต
อีกมาตรการที่ผู้ส่งออกไทยต้องจับตา คือ กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (European Union Deforestation Regulation : EUDR) ที่กำหนดให้สินค้าบางประเภท เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ไม้ และสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้อง ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า
ขณะเดียวกัน EU ยังบังคับใช้ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ซึ่งกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
สหรัฐฯ และจีนเร่งยกระดับมาตรฐาน ESG
ด้านสหรัฐอเมริกา นายชลัช กล่าวว่า กำลังผลักดัน PROVE IT Act ซึ่งมุ่งประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าอุตสาหกรรม และอยู่ระหว่างการเสนอร่าง Foreign Pollution Fee Act เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมสินค้านำเข้าที่มีความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (Carbon Intensity) สูงกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ
ส่วนจีน แม้ยังไม่มีมาตรการลักษณะเดียวกับ CBAM แต่ได้เร่งพัฒนา China Sustainability Disclosure Standards (CSDS)ซึ่งเป็นมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนระดับประเทศ เพื่อยกระดับการรายงาน ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับความต้องการของนักลงทุนทั่วโลก
ESG กลายเป็น "ใบผ่านทาง" ของการส่งออก
นายชลัช กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดเก็บข้อมูล ESG รวมถึงการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า แม้มาตรการเหล่านี้จะเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการในระยะสั้น แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะข้อมูลด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้คู่ค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) มากขึ้น
EXIM BANK เตรียมช่วยลูกค้าจัดทำข้อมูล ESG
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เตรียมพัฒนาบริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และผู้ส่งออกที่เป็นลูกค้าของธนาคาร
บริการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดเตรียมข้อมูล ESG ที่จำเป็นสำหรับตอบข้อกำหนดของผู้นำเข้า บริษัทข้ามชาติ และผู้ซื้อในห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเสี่ยงในการสูญเสียคำสั่งซื้อ และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออก
พร้อมกันนี้ ธนาคารยังเร่งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และกลไกช่วยเหลือ ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้าน ESG ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว และสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Finance)
ปล่อยสินเชื่อสีเขียวดอกเบี้ยเริ่ม 2.75%
ในด้านการสนับสนุนทางการเงิน ปัจจุบัน EXIM BANK มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว โดยเสนออัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 2.75% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี
ประกอบด้วย 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่
- สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon สำหรับลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน
- สินเชื่อ Green X Transformation สำหรับลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต และนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในภาคธุรกิจ
ทั้งสองผลิตภัณฑ์มีเป้าหมายช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
เพิ่มแรงจูงใจ ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.25%
นอกจากสินเชื่อเพื่อการลงทุนแล้ว EXIM BANK ยังสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ประกอบการส่งออกและธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าการส่งออกที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
ผู้ประกอบการที่สมัครสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืน หรือสินเชื่อหมุนเวียน ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 จะได้รับ ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% ต่อปี เป็นระยะเวลาสูงสุด 1 ปี
ขณะเดียวกัน EXIM BANK ยังส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ โดยสนับสนุนผู้ประกอบการที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้สามารถขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER แบบแผนงานของธนาคาร รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผลักดันการใช้ระบบ SET Carbon ภายใต้โครงการ EXIM Know Your Carbon เพื่อช่วยผู้ประกอบการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
สำหรับลูกค้าที่ใช้สินเชื่อของ EXIM BANK และจัดทำรายงานผ่านระบบดังกล่าว จะได้รับ ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมสูงสุด 0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้
นายชลัช กล่าวว่า ในระยะต่อไป ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าและราคาเพียงอย่างเดียว แต่จะรวมถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG และความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาตลาดเดิม ขยายตลาดใหม่ และสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่







