thansettakij
thansettakij
ผู้ว่าฯ ธปท.ชี้ ESG ทางรอดธุรกิจ ดัน Green Finance-Thai Stablecoin

ผู้ว่าฯ ธปท. ดัน Green Finance-ปฏิรูประบบการเงิน ชี้ ESG ทางรอดธุรกิจ

26 มิ.ย. 69 | 08:36 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มิ.ย. 69 | 08:59 น.

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ ESG ไม่ใช่ต้นทุนแต่คือการลงทุนเพื่อความอยู่รอด เดินหน้าผลักดัน Green Finance, Thai Stablecoin และปฏิรูประบบการเงินหนุนเศรษฐกิจยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ธปท. ชี้ว่า ESG เป็นเงื่อนไขสำคัญในการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว โดยเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นต้นทุนสู่การลงทุนและการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
  • ธปท. เดินหน้าผลักดันการเงินสีเขียว (Green Finance) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการออกมาตรฐาน Thailand Taxonomy และการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อช่วยภาคธุรกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น โครงการ Financing the Transition และ Green Solution for Hotels
  • ธปท. เตรียมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อสนับสนุนตลาดการเงินสีเขียว โดยกำลังผลักดันการพัฒนา Thai Baht Stablecoin และเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและคาร์บอนเครดิตได้

ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และความคาดหวังของนักลงทุนทั่วโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกระแสหรือทางเลือกของภาคธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในระยะยาว พร้อมเดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน 'CAPITAL WITH PURPOSE 2026 : UNLOCKING ESG VALUE THROUGH GREEN FINANCE' ว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจของโลกกำลังเปลี่ยนจากการมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น (Profit Maximization) ไปสู่การสร้าง "คุณค่าร่วม" (Shared Value) หรือ Stakeholder Capitalism ที่ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

นายวิทัยกล่าวว่า ในอดีตธุรกิจอาจมอง ESG เป็นต้นทุน แต่ปัจจุบันต้องมองว่าเป็นการลงทุนและเป็นการบริหารความเสี่ยง เพราะเงินทุนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางจากการลงทุนในธุรกิจที่สร้างกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว ไปสู่ธุรกิจที่สามารถสร้างผลกำไรควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ในด้านสิ่งแวดล้อม ธปท. เดินหน้าผลักดัน Thailand Taxonomy เพื่อใช้เป็นมาตรฐานจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีเขียว และเป็นเครื่องมือให้สถาบันการเงินจัดสรรเงินทุนไปยังธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

พร้อมกันนี้ ธปท. ได้ดำเนินโครงการ Financing the Transition เพื่อสนับสนุนสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัว อาจกระทบต่อความสามารถในการส่งออกได้ถึง 24% ปัจจุบันมีการปล่อยสินเชื่อภายใต้โครงการดังกล่าวแล้วกว่า 160,000 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ประกอบการประมาณ 700 ราย

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

นอกจากนี้ ธปท. ยังเตรียมขยายการสนับสนุนผ่านโครงการ Green Solution for Hotels โดยเริ่มนำร่องในจังหวัดภูเก็ต พร้อมเตรียมวงเงินสินเชื่อประมาณ 35,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการโรงแรมปรับตัวสู่มาตรฐานธุรกิจสีเขียว

ในด้านนวัตกรรมทางการเงิน นายวิทัยเปิดเผยว่า ธปท. อยู่ระหว่างผลักดัน Thai Baht Stablecoin และเตรียมเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและสนับสนุนตลาดการเงินสีเขียวในอนาคต

สำหรับมิติด้านสังคม ธปท. ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ผ่านแนวคิด Creating Shared Value (CSV) ที่ผลักดันให้การเติบโตของภาคธุรกิจสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมควบคู่กัน พร้อมตั้งเป้าผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้นอีก 80,000 ล้านบาท รวมถึงลดค่าธรรมเนียมทางการเงินบางส่วนเพื่อช่วยลดภาระของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย

ขณะเดียวกัน ธปท. มองว่า ESG ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ยังรวมถึงธรรมาภิบาลของระบบการเงิน โดยได้ดำเนินมาตรการปิดช่องโหว่ของเศรษฐกิจใต้ดิน (Grey Economy) อย่างต่อเนื่อง ทั้งการกำหนดเกณฑ์ถอนเงินสดจำนวนมาก การยกระดับการจัดการบัญชีม้า และการกำกับให้ธุรกรรมผ่าน QR Code จากผู้ให้บริการต่างประเทศ เช่น Alipay และ WeChat Pay ต้องแปลงสกุลเงินเป็นเงินบาทอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการฟอกเงินและลดช่องทางของธุรกิจสีเทา