
'แบงก์ชาติ' ลุยล้างทุนเทา ปิดบัญชีรับเงินหยวน ไม่เปิดเทรด FX เก็งกำไร
ธปท. คุมเข้มระบบการเงิน ปิดช่องรับชำระเงินหยวนผ่าน QR Code ไล่ปิดบัญชีฝ่าฝืนต่อเนื่อง พร้อมยืนยันไม่เปิดให้รายย่อยเทรดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อเก็งกำไร
KEY
POINTS
- ธปท. เดินหน้าปิดบัญชีที่ใช้ QR Code รับชำระเงินเป็นสกุลหยวนโดยตรง โดยยืนยันว่าทุกธุรกรรมในประเทศไทยต้องแปลงเป็นเงินบาทเท่านั้น เพื่อปิดช่องโหว่และทำให้การทำธุรกิจนอกระบบทำได้ยากขึ้น
- มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามเศรษฐกิจใต้ดิน (Grey Economy) และตัดเส้นทางการเงินของธุรกิจสีเทาที่มักใช้ช่องทางชำระเงินนอกระบบเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
- ธปท. ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีนโยบายที่จะเปิดให้ประชาชนรายย่อยซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน (FX) เพื่อการเก็งกำไร เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง แต่ยังคงอนุญาตให้ทำธุรกรรมเพื่อการค้า การลงทุน และป้องกันความเสี่ยงได้ตามปกติ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดินหน้ายกระดับการกำกับดูแลระบบการเงินอย่างเข้มข้น หลังจากก่อนหน้านี้ น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ธปท. ได้ประสานผู้ให้บริการ Alipay และ WeChat Pay ระงับบัญชีที่นำ QR Code แบบโอนเงินระหว่างบุคคล (P2P) มาใช้รับชำระเงินเชิงพาณิชย์แล้วอย่างน้อย 5,000 บัญชี พร้อมย้ำว่าผู้ให้บริการในประเทศไทยต้องรับชำระเงินเป็น "เงินบาท" เท่านั้น หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
ล่าสุด นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยถึงทิศทางการกำกับดูแลธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) และการใช้ระบบชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันต่างประเทศว่า ธปท. มีนโยบายชัดเจนที่จะปิดช่องโหว่ของระบบการเงินไทย ทั้งการลักลอบรับชำระเงินเป็นสกุลเงินหยวน และการทำธุรกรรมซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อเก็งกำไร ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง
นายวิทัยกล่าวว่า หลักการสำคัญของ ธปท. คือ ธุรกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยต้องเข้าสู่ระบบการเงินไทยอย่างถูกต้อง โดยการชำระเงินผ่าน QR Code ไม่ว่าจะใช้ Alipay หรือ WeChat Pay จะต้องมีการแปลงสกุลเงินเป็นเงินบาทก่อนเสมอ ไม่สามารถชำระเป็นเงินหยวนระหว่างผู้ซื้อและร้านค้าโดยตรงได้
"ถ้าใช้ QR Code ในประเทศไทย มันต้อง Convert เป็นเงินบาท หากพบว่ามีการแอบใช้จ่ายกันเป็นเงินหยวนโดยตรง ก็ต้องตามไปปิดบัญชี เปิดใหม่ก็ปิด เปิดใหม่ก็ปิด ทำไปเรื่อย ๆ เพื่อให้การทำธุรกิจลักษณะนี้ทำได้ยากขึ้น" นายวิทัยกล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวพบอย่างชัดเจนในพื้นที่ย่านห้วยขวาง ซึ่งถูกเรียกกันว่า "มณฑลห้วยขวาง" และเริ่มขยายไปยังพื้นที่อื่น เช่น บ่อวิน สะท้อนว่าการใช้ระบบรับชำระเงินนอกกฎเกณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะจุด แต่เริ่มมีการแพร่กระจายมากขึ้น
นายวิทัยยังตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของธนาคารพาณิชย์ว่า ระบบธนาคารสามารถเห็นเส้นทางการเงิน (Money Flow) และรูปแบบธุรกรรมได้อยู่แล้ว จึงควรตรวจพบความผิดปกติได้ เช่น บัญชีที่มีเงินโอนเข้าซ้ำ ๆ ตลอดทั้งคืนในจำนวนใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจสะท้อนการใช้บัญชีเพื่อรับชำระเงินเชิงพาณิชย์
"แบงก์จะไม่รู้ได้อย่างไร เพราะข้อมูลอยู่ในระบบทั้งหมด หากเจอก็ต้องปิด เพื่อให้ระบบการเงินสะอาดขึ้น" นายวิทัยกล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะการปิดบัญชีรับเงินหยวนเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการลดขนาด "เศรษฐกิจใต้ดิน" (Grey Economy) และตัดช่องทางการทำธุรกรรมที่อยู่นอกระบบ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาและการกระทำผิดกฎหมาย
ในอีกด้านหนึ่ง นายวิทัยยืนยันว่า ธปท. ไม่มีนโยบายและไม่มีแนวคิดที่จะเปิดให้ประชาชนรายย่อยซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) เพื่อการเก็งกำไร เนื่องจากมองว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจจริง
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนที่มีความจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อการค้า การลงทุน การเดินทาง หรือการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ยังคงสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยนและโอนเงินที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท.
นายวิทัยกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงราว 5-6% ตามทิศทางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับประเทศในภูมิภาค ขณะที่ประเทศไทยยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินทุนต่างชาติยังไม่ได้ไหลออกผิดปกติ และสถาบันจัดอันดับเครดิตยังคงมุมมองเศรษฐกิจไทยไว้ที่ระดับ "Stable Outlook" จึงไม่มีความจำเป็นต้องผ่อนคลายมาตรการเพื่อเปิดให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงินแต่อย่างใด






