thansettakij
thansettakij
ไอแบงก์เล็งออกตราสารหนี้ 5 พันล้าน เร่งเคลียร์หนี้เสียต่ำ 10%

ไอแบงก์เล็งออกตราสารหนี้ 5 พันล้าน เร่งเคลียร์หนี้เสียต่ำ 10%

30 เม.ย. 69 | 07:52 น.
อัปเดตล่าสุด :30 เม.ย. 69 | 08:01 น.

ไอแบงก์เล็งออกตราสารศุกุก 5 พันล้าน เสริมสภาพคล่อง ลดพึ่งพากระทรวงการคลัง เร่งเคลียร์ NPF ต่ำ 10% วางเป้าโอนหนี้เสีย 1.6 พันล้านบาท

นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ไอแบงก์ เปิดเผยว่า ภายในปี 2569 นี้ และต้นปีหน้า ธนาคารมีแผนที่จะออกตราสารศุกุก (Sukuk) ซึ่งเป็นครั้งแรกในการออกตราสารทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลามที่เทียบเท่ากับหุ้นกู้ในระบบทั่วไป เบื้องต้น คาดว่าจะมีมูลค่าการออกในล็อตแรกไม่เกิน 5,000 ล้านบาท

สำหรับสาเหตุการออกตราสารดังกล่าว เพื่อกระจายแหล่งเงินทุน (Funding) จากเดิมที่พึ่งพาเงินฝากระยะสั้นให้เป็นเงินทุนระยะยาว 3-5 ปี อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่การเพิ่มทุนของธนาคารในอนาคต เนื่องจากธนาคารต้องการสร้างความแข็งแกร่งและลดการขอเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากยังมีประเด็นข้อกำหนดที่แตกต่างกันในการนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ส่วนกลุ่มเป้าหมายนักลงทุน ได้แก่

  • บริษัทประกันภัย
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
  • กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพแบงก์ ในปีนี้ ยังมีแผนที่จะโอนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF) ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดการกระจายหนี้ไปตามบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ และการดำเนินการขายหนี้เสียเอง ซึ่งขณะนี้มีหนี้ที่ศึกษาอยู่มูลค่าประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 2 ของปีนี้

นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)

“ปัจจุบันแบงก์มี NPF มูลค่า 12,000 ล้านบาท คิดเป็น 16%ของพอร์ต ซึ่งได้ศึกษาการโอนหนี้มูลค่า 1,600 ล้านบาท และหากดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะส่งผลให้ NPF ของแบงก์เหลืออยู่ที่ 9,500 ล้านบาท และมีหนี้เสียต่ำกว่า 10%”

ขณะที่ผลดำเนินงานของแบงก์ ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2569 ธนาคารทำกำไรสุทธิได้ถึง 238 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำไรทั้งปี 2568 และเติบโตขึ้นถึง 143% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนระดับเงินกองทุน (BIS Ratio) ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ -2.5% และตั้งเป้าจะกลับมาเป็นบวกในอนาคตหากการจัดการ NPF และการเพิ่มทุนบรรลุผล ขณะที่สินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 79,000 ล้านบาท

“สัดส่วน BIS Ratio ของแบงก์เมื่อช่วงปี 2559-2560 เคยติดลบสูงถึง 30% แต่เนื่องจากการแก้ปัญหาหนี้สิน ส่งผลให้ NPF ทยอยปรับลดลง และทำให้ล่าสุด BIS Ratio ลดลงมาอยู่ที่ -2.5% จากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ -2.83% ทั้งนี้ คาดว่าทั้งปีกำไรสุทธิของแบงก์จะดีขึ้นจากปี 2568 ที่อยู่ระดับ 841 ล้านบาท”

ทั้งนี้ แม้จะมีความท้าทายจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบของลูกค้า แต่ธนาคารยังคงเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปีนี้ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท

โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง และการสร้างความเข้มแข็งจากภายในเพื่อให้ธนาคารยืนได้ด้วยขาของตัวเองอย่างยั่งยืน ซึ่งได้นำแนวคิด VBI (Value-based Intermediation) มาใช้เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ขณะที่การเดินหน้าหาพันธมิตรร่วมธุรกิจนั้น ยังคงชะลอออกไปก่อน จากเหตุความขัดแย้งตะวันออกกลาง และเราต้องการดูแลให้แบงก์แข็งแรงก่อน เพื่อให้มีศักยภาพในการต่อรอง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีผู้สนใจร่วมทุนเข้ามาหารือกันแล้ว 3-4 เจ้า แต่ยังไม่บรรลุผล