thansettakij
thansettakij
ทองคำขาขึ้น ลุ้นผ่าน 4,200 ดอลลาร์ ดันทองไทยแตะ 69,000 บาท

ทองคำขาขึ้น ลุ้นผ่าน 4,200 ดอลลาร์ ดันทองไทยแตะ 69,000 บาท

05 พ.ย. 69 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 06:12 น.

ทองคำฟื้นแรง! ลุ้นเป้า 4,500 ดอลลาร์ ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ หากผ่าน 4,200 ดอลลาร์ได้ มีโอกาสเห็นทองไทย 69,000 บาทสิ้นปี ลุ้นแตะ 70,000 บาทในเดือนมกราคมปีหน้า 

KEY

POINTS

  • ราคาทองคำมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 4,200 ดอลลาร์ และมีเป้าหมายปลายปีที่ 4,450-4,500 ดอลลาร์
  • หากราคาทองคำโลกปรับขึ้นถึง 4,500 ดอลลาร์ คาดว่าจะผลักดันให้ราคาทองคำในประเทศแตะระดับ 69,000 บาทได้
  • ปัจจัยหนุนหลักมาจากผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและเฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลดีต่อราคาทองคำ
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาคือตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่อาจสูงกว่าคาด ราคาน้ำมันที่อาจกลับมาพุ่งสูง และแรงเทขายในตลาดหุ้นเทคโนโลยี

นางสาวศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มราคาทองคำช่วงนี้ยังมีทิศทางสดใส โดยระยะสั้นมองแนวต้านแรกที่ 4,145–4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,200–4,225 ดอลลาร์ หากสามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ จะเป็นสัญญาณบวกและเปิดทางให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อ โดยมีเป้าหมายปลายปีที่ 4,450–4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับราคาทองคำในประเทศ วันนี้ปรับตัวขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ราคาทองคำโลกปรับฐานลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปีที่ประมาณ 3,870 ดอลลาร์ ก่อนมีแรงซื้อกลับเข้ามา ทำให้ภาพรวมราคาทองคำเริ่มกลับมาสดใสอีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญที่เข้ามาหนุนราคาทองคำ มาจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หลังพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้การผลักดันนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายลดภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด ก็อาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะต่อไป

งบประมาณด้านการทหารของสหรัฐฯ อาจผลักดันได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านการทหารของสหรัฐฯ ก็อาจผลักดันได้ยากขึ้น และอาจทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อสงครามอิหร่านเปลี่ยนไป หลังมีการเปิดเผยว่าสงครามอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้พรรคเดโมแครตแพ้การเลือกตั้ง ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่ายังไม่มีแผนโจมตีอิหร่านในเร็ว ๆ นี้ ทำให้ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลดลงในระยะสั้น

ประเด็นดังกล่าวยังส่งผลต่อ ราคาน้ำมัน ที่เริ่มปรับตัวลง โดยน้ำมันเบรนท์อยู่ที่ประมาณ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 2 เดือน และกลับมาอยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน

นางสาวศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

น้ำมันต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือการลงทุนใน AI และ Data Center หลังจากการลงทุนใน AI เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่หากนโยบายของพรรคเดโมแครตเข้มงวดขึ้น ทั้งการกำกับดูแล Data Center หรือการคัดค้านการลดหย่อนภาษีหุ้นเทคโนโลยี อาจทำให้การลงทุนในภาคเทคโนโลยีชะลอลง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลง ก็อาจทำให้เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อในปีหน้า โดยปัจจุบันยังมีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม แต่หลังจากนั้นต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออีกครั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ารอบการขึ้นดอกเบี้ยอาจจบเร็วกว่าที่ตลาดเคยกังวล

จับตาตัวเลขการจ้างงาน Non-Farm Payrolls

สำหรับช่วงสั้น ๆ ยังต้องจับตาตัวเลขการจ้างงาน Non-Farm Payrolls หากออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด อาจทำให้เกิดแรงเทขายทองคำ ส่วนสัปดาห์หน้าจะมีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อทั้ง CPI และ PPI ซึ่งมีโอกาสเร่งตัวขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือจะสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์หรือไม่ หากสูงกว่าคาดมาก ก็อาจกดดันราคาทองคำให้ย่อตัวลง

อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแต่ไม่สูงกว่าคาด ประกอบกับราคาน้ำมันยังอยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ตลาดอาจไม่ได้กังวลมากนัก และแรงขายทองคำอาจเป็นเพียงระยะสั้น โดยภาพรวมตั้งแต่เดือนนี้จนถึงสิ้นปี ยังมองว่าทองคำมีแนวโน้มสดใส

ทองไทย ลุ้น 69,000 บาท และ 70,000 บาทต้นปีหน้า

ในส่วนของราคาทองคำไทย หากทองคำโลกขึ้นไปถึง 4,200 ดอลลาร์ ประเมินว่าทองไทยมีโอกาสแตะประมาณ 66,000 บาท และหากราคาทองคำโลกขึ้นไปใกล้ 4,500 ดอลลาร์ มีโอกาสเห็นทองคำไทยประมาณ 69,000 บาท

ขณะที่ เป้าหมาย 70,000 บาท ยังมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า เนื่องจากเดือนมกราคมเป็นช่วงที่ราคาทองคำมักมีแรงซื้อเข้ามาตามฤดูกาล รวมถึงแรงซื้อก่อนเทศกาลตรุษจีน ซึ่งมีผลต่อราคาทองคำทุกปี แม้ราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม

จับตาเงินเฟ้อ หุ้นเทค และสงครามอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวัง 2 ปัจจัยหลัก คือ ราคาน้ำมันและท่าทีของสหรัฐฯ ต่อสงครามอิหร่าน หากสถานการณ์กลับมารุนแรงและสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจกลับมาพุ่งขึ้นและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ

อีกปัจจัยคือ แรงขายหุ้นเทคโนโลยี หากเกิดการเทขายอย่างรุนแรง นักลงทุนอาจขายทองคำที่มีกำไรเพื่อนำเงินสดไปเติมมาร์จิ้นในตลาดหุ้น ทำให้ทองคำมีโอกาสถูกขายตามได้ ดังนั้น แม้ภาพรวมทองคำยังเป็นบวก แต่ระยะสั้นยังต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และทิศทางตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด