
เปิดทิศทาง หุ้นโลก-หุ้นไทย ทองคำ ค่าเงินบาท หลังผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เดโมแครตครองเสียงข้างมาก จับตาหุ้นโลก-หุ้นไทย ทองคำ-เงินบาท ดร.อมรเทพ CIMB THAI ชี้เงินบาทเสี่ยงอ่อนแตะ 33.80 บาท ก่อนลุ้นแข็งค่าปี 2570 พร้อมเตือนส่งออกไทยรับแรงกระแทกสงครามการค้า
KEY
POINTS
- นักเศรษฐศาสตร์ ประเมินตลาดหุ้นสหรัฐฯ ระยะสั้นมีความเสี่ยงถูกเทขาย โดยเฉพาะกลุ่ม AI และเทคโนโลยี จากความกังวลเรื่องกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นของพรรคเดโมแครต
- ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป จากการที่พรรคเดโมแครตอาจเข้ามาควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ยังไม่แนะนำให้ทุ่มเงินลงทุน
- ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐฯ แต่คาดว่าจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ในปีหน้า
- การส่งออกไทยปีหน้าอาจเติบโตชะลอลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม AI และชิป เนื่องจากความต้องการลงทุนในสหรัฐฯ ที่อาจลดลง
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้ตลาดการเงินในระยะสั้นยังมีความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนกำลังประเมินว่า พรรคเดโมแครตจะเข้ามาผลักดันหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านใดบ้าง รวมถึงจะเพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้มากน้อยเพียงใด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ระยะสั้นเสี่ยงถูกเทขาย โดยเฉพาะหุ้น AI
ในช่วงแรกมีโอกาสเห็นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม AI และเทคโนโลยี ซึ่งมีมูลค่าหุ้นค่อนข้างสูงและปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าพรรคเดโมแครตอาจเข้ามาผลักดันกฎระเบียบควบคุมธุรกิจ AI ให้เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตและมูลค่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่า แรงขายที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่สัญญาณของตลาดขาลงในระยะยาว และมีโอกาสเป็นการปรับพอร์ตและโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้น AI และเทคโนโลยี ไปยังอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรคเดโมแครต เช่น กลุ่มพลังงานทดแทน ซึ่งอาจได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงกลุ่มสุขภาพที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเพิ่มงบประมาณภาครัฐ ทั้งนี้ การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีอาจต้องใช้เวลา จนกว่าระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) จะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แต่ไม่ได้ประเมินว่าจะเกิดแรงเทขายต่อเนื่อง
ทองคำมีโอกาสฟื้น แต่ยังไม่ใช่จังหวะทุ่มลงทุน
สำหรับทองคำ แม้ในช่วงแรกอาจเผชิญแรงขายจากนักลงทุนที่ต้องการนำเงินไปชดเชยผลขาดทุนหรือปรับพอร์ตในตลาดหุ้น แต่ในระยะถัดไปยังมีโอกาสกลับมาน่าสนใจ และทยอยฟื้นตัวได้ ปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากการที่พรรคเดโมแครตเข้ามามีบทบาทในการควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งอาจช่วยจำกัดแรงกดดันเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงเกินไปในช่วงรัฐบาลทรัมป์ ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตร อาจกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เริ่มมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าราคาทองคำจะกลับไปทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้ทันที ซึ่งมีโอกาสทยอยสะสมเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยแนะนำให้มีทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ตลงทุน ไม่ควรถือในสัดส่วนที่มากเกินไป เพราะความเสี่ยงในตลาดโลกยังคงมีอยู่
เงินบาทระยะสั้นอ่อนค่า ก่อนมีโอกาสกลับมาแข็งในปีหน้า
ด้านค่าเงินบาทและเงินดอลลาร์สหรัฐ ประเมินว่าในระยะสั้นเงินดอลลาร์ยังมีโอกาสแข็งค่า จากความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ แล้วโยกเงินกลับไปถือครองดอลลาร์เพื่อรักษาสภาพคล่อง โดยเงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวบริเวณ 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์ในระยะสั้น
“เมื่อความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย ทำให้เงินบาทกลับมามีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในปีหน้า โดยมีโอกาสเห็นระดับ 32 บาทปลาย ๆ ถึงประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ” นายอมรเทพ กล่าว
ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพหรือปรับลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อก็อาจชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์ในระยะถัดไป
ส่งออกไทยปีหน้ายังโต แต่แรงส่งจาก AI และชิปอาจแผ่วลง
สำหรับภาคส่งออกไทย มองว่า ปีนี้การส่งออกเติบโตโดดเด่น ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่รวมถึงประเทศในอาเซียนด้วย โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ตอบโจทย์ความต้องการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ในปี 2570 การส่งออกยังมีโอกาสขยายตัวเป็นบวก แต่มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากพรรคเดโมแครตอาจเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจ AI และ Data Center ทำให้การลงทุนในสหรัฐฯ อาจไม่ร้อนแรงเท่าปีนี้ เมื่อการลงทุนชะลอลง ความต้องการสินค้าทุน ชิป และวัตถุดิบจากประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย ก็มีโอกาสขยายตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ภาคส่งออกไทยต้องเตรียมรับมือ
ไทยยังหนีไม่พ้นสงครามการค้า ต้องเร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ
ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีอำนาจบริหารประเทศ รวมถึงอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านการค้าและสงครามการค้า ขณะที่ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ก็ยังสามารถดำเนินงานได้ตามปกติ
ดังนั้น การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นที่ต้องเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการต่อรองอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าไทย หากไทยมีอัตราภาษีสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ทั้งด้านการส่งออกและการดึงดูดการลงทุน
ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการประเมินผลเลือกตั้งสหรัฐฯ แต่ต้องเร่งรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ควบคู่กับการเตรียมรับมือความผันผวนของเงินทุนโลก เพราะแม้ทิศทางตลาดหุ้น ทองคำ และค่าเงินอาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบายการเมืองสหรัฐฯ แต่เรื่องภาษีการค้ายังคงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรงในระยะต่อไป






