
กูรูชี้หุ้นไทยเปราะบาง เงินทุนไหลออก จับตาเงินเฟ้อไทยทะลุกรอบ
แรงขายกดหุ้นไทย 25 จาก 27 กลุ่ม SET หลุด 1,500 จุด โบรกจับตาเงินเฟ้อ 3.33% พร้อมแนะ 3 ธีมลงทุน เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนลดลง ชู BCH-BGRIM-BDMS
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยมีความเปราะบางจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังและแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงแรง
- นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องและมีสถานะขายสุทธิในตลาดล่วงหน้า (TFEX) สะท้อนภาวะเงินทุนไหลออกที่กดดันตลาด
- ตลาดจับตาตัวเลขเงินเฟ้อเดือนตุลาคมที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นจนทะลุกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งอาจจำกัดทางเลือกในการดำเนินนโยบายการเงิน
บล.เอเซีย พลัส ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่ต่ำกว่าคาด ราคาน้ำมันโลกที่อ่อนตัว และแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปรับลดลง 5.33% ในรอบสัปดาห์ หลุดระดับ 1,500 จุด
ทั้งนี้ ตลาดยังต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 3.33% สูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย แนะนำเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง ผ่าน 3 ธีมการลงทุน พร้อมชู BCH, BGRIM และ BDMS เป็นหุ้นเด่นประจำวัน
แรงขายกระจายทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนี SET Index ปรับลดลงต่อเนื่องจากระดับ 1,566.10 จุด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม มาปิดที่ 1,491.01 จุด เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน หรือลดลงประมาณ 4.8%
โดยแรงขายกระจายไปเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมีถึง 25 จาก 27 กลุ่มที่ปรับตัวลดลง นำโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดลง 17.75% ปิโตรเคมีลดลง 12.53% และวัสดุก่อสร้างลดลง 9.47% สะท้อนความเปราะบางของตลาดจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งที่ต่ำกว่าคาด รวมถึงปัจจัยลบเฉพาะตัวของ DELTA และกลุ่มโรงกลั่นที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น
นอกจากนี้ กระแสเงินทุนยังเป็นปัจจัยกดดันตลาด โดยในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 2,397 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,873 ล้านบาท และพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,084 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิ (Net Short) 52,633 สัญญา ประกอบกับจำนวนสัญญาคงค้าง (Open Interest) ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนมุมมองเชิงระมัดระวังและความเสี่ยงที่ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะสั้น
เงินเฟ้อไทยทะลุ 3%
ด้านปัจจัยเศรษฐกิจไทย ตลาดจับตาการประกาศอัตราเงินเฟ้อเดือนตุลาคมในวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยผลสำรวจของ Bloomberg คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.33% จาก 2.82% ในเดือนก่อนหน้า จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและอาหาร
หากตัวเลขออกมาตามคาดจะสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1 - 3% ของธนาคารแห่งประเทศไทย และอาจจำกัดโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป ขณะที่ Bloomberg Economics ประเมินว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นใกล้ระดับ 4% ในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม
สำหรับตลาดต่างประเทศ ความไม่แน่นอนจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงิน โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงนโยบายกำกับดูแลภาคธุรกิจเทคโนโลยี AI พลังงาน และการเงิน
"แม้หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นตัวเล็กน้อยหลังปรับลดลงแรงก่อนหน้านี้ แต่โมเมนตัมผลประกอบการเริ่มชะลอตัว สะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่ยังมีความไม่แน่นอน"
ชู 3 ธีมหลัก ลดความผันผวนของพอร์ต
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำคัดเลือกหุ้นเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตผ่าน 3 ธีมหลัก ได้แก่ Anti-Commodity เน้นหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลง เช่น BGRIM, GPSC, GULF, THAI, BA และ OSP เป็นต้น
ขณะที่ Anti-Yield เน้นหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ได้แก่ SAWAD, MTC, LH, SC และ SPALI ส่วน Defensive & Quality เน้นธุรกิจที่มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอและได้รับผลกระทบจากวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์จำกัด เช่น BDMS, BH และ CPN
เปิดโผ 2 หุ้นเด่น
- BCH ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูป พ.ร.บ. ประกันสังคม BDMS ซึ่งสายงานวิจัยคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 41% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ราคาหุ้นยังปรับตัวตามหลังหุ้นอื่นในกลุ่ม
- BGRIM ซึ่งราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบด้านต้นทุนพลังงานไปมากแล้ว พร้อมคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว โดยเน้นธุรกิจที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนลดลงและสามารถรักษาความแข็งแกร่งของผลประกอบการได้ในระยะถัดไป







