thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทวันนี้ (19 ต.ค.69) เงินบาทแข็งค่าแตะ 33.42 บาท รับแรงเทขายหุ้น AI

ค่าเงินบาทวันนี้ (19 ต.ค.69) เงินบาทแข็งค่าแตะ 33.42 บาท รับแรงเทขายหุ้น AI

19 ต.ค. 69 | 04:24 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ต.ค. 69 | 04:25 น.

เงินบาทวันนี้แข็งค่าเปิดตลาดที่ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ รับดอลลาร์อ่อนและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ลดลง จากแรงกดดันหุ้นกลุ่ม AI จับตาสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน ทองคำ ฟันด์โฟลว์ เศรษฐกิจจีน

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 19 ต.ค. แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ จากสัปดาห์ก่อนที่ 33.51 บาท
  • ปัจจัยหลักมาจากการเทขายหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
  • แรงเทขายหุ้นทำให้ตลาดปรับลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
  • ปัจจัยเสริมอื่น ๆ ที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า ได้แก่ การปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ย่อตัว

เงินบาทเช้าวันนี้ (19 ต.ค. 2569) เปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 33.51 บาท รับแรงหนุนดอลลาร์อ่อนค่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ลดลงและราคาน้ำมันย่อตัว หลังตลาดปรับลดคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความกังวลหุ้น AI และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน กรุงไทยประเมินกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.10-33.75 บาทต่อดอลลาร์

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และขยับเข้าใกล้ระดับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์อย่างต่อเนื่องในช่วงเช้า สอดคล้องกับทิศทางแข็งค่าของหลายสกุลเงินในเอเชีย รวมถึงเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการปรับลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางความหวังว่าการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฯ จะช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทานในตลาดพลังงานโลก

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

ขณะเดียวกัน แรงหนุนของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ชะลอตัวลงตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ จะออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดสะท้อนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เดือนตุลาคมนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ลดลง 3 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 4.71%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 33.35-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางราคาน้ำมันและทองคำในตลาดโลก ตลอดจนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2569 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนกันยายนของจีน
 

กรุงไทยมองเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.10-33.75 บาท

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

นับตั้งแต่คืนวันที่ 15 ตุลาคม เงินบาททยอยแข็งค่าผ่านแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 33.37-33.57 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ส่งผลให้เงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับลดลง ขณะที่ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ขึ้นทดสอบระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจัยดังกล่าวช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท และกดดันให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงเป็นระยะ ก่อนที่ราคาน้ำมันจะย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงเช้าของตลาดเอเชีย ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

กรุงไทยประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ และประเมินกรอบการเคลื่อนไหวตลอดสัปดาห์ที่ 33.10-33.75 บาทต่อดอลลาร์

เตือนเงินบาทผันผวนสองทาง จับตาทองคำ-เงินทุนต่างชาติ

สำหรับแนวโน้มเงินบาท กรุงไทยมองว่า แม้แรงกดดันด้านการอ่อนค่าจะเริ่มลดลง แต่การแข็งค่าของเงินบาทยังมีข้อจำกัด และมีความเสี่ยงผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง หรือ Two-Way Risk เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจทวีความรุนแรงขึ้นได้อีก

ในระยะสั้น ตลาดการเงินตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนใน AI มากกว่าสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยแรงเทขายหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง และความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดปรับลดลงตามไปด้วย

หากความกังวลเรื่อง AI ยังคงส่งผลต่อตลาดการเงินมากกว่าสถานการณ์ตะวันออกกลาง เงินบาทอาจได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นต่อได้ อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าอย่างชัดเจนยังต้องติดตามความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ควบคู่กับทิศทางราคาทองคำ กระแสเงินทุนต่างชาติ และการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งล้วนมีผลต่อทิศทางเงินบาท

กรุงไทยแนะนำให้ผู้ประกอบการและผู้เล่นในตลาดพิจารณาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

เปิดแนวรับ 33.30-33.40 บาท แนวต้าน 33.75-33.85 บาท

ในเชิงเทคนิคัล กรุงไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวรับบริเวณ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ หลังแข็งค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญถัดไปที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวต้านอยู่ในช่วง 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์

หากเงินบาทแข็งค่าผ่านระดับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสที่เงินบาทกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ในกรอบเวลารายวัน อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวกลับทิศได้ตลอดเวลา

จับตา PMI สหรัฐฯ-เงินเฟ้ออังกฤษ-จีดีพีจีน กำหนดทิศทางตลาด

สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจโลกในสัปดาห์นี้ นักลงทุนจะติดตามรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนตุลาคมของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนและทิศทางค่าเงิน

ฝั่งสหรัฐฯ ต้องติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการจาก S&P Global ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายสำคัญ ควบคู่กับพัฒนาการในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย

ฝั่งยุโรป ตลาดให้ความสำคัญกับข้อมูลเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ยอดค้าปลีก และการเติบโตของค่าจ้างในอังกฤษ รวมถึงดัชนี PMI ของอังกฤษและยูโรโซน เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขณะที่สถานการณ์การเมืองในฝรั่งเศสและสเปนยังเป็นปัจจัยที่อาจสร้างความผันผวนให้กับเงินยูโร

ส่วนฝั่งเอเชีย นักลงทุนรอติดตามตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2569 ของจีน ตลอดจนยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนกันยายน เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีผลต่อแนวโน้มการเติบโตของภูมิภาคและทิศทางค่าเงินในเอเชีย

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกันยายนและดัชนี PMI เดือนตุลาคมของญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นข้อมูลประกอบการประเมินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ซึ่งอาจมีผลต่อกระแสเงินทุนและความเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาค

โดยรวม ทิศทางเงินบาทในระยะนี้ยังขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างแรงกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน กับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการปรับเปลี่ยนความคาดหวังต่อดอกเบี้ยเฟด นักลงทุนและผู้ประกอบการจึงควรติดตามปัจจัยต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมรับมือกับความผันผวนของค่าเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งสองทิศทาง