thansettakij
thansettakij
เวิลด์แบงก์ชี้ทุนทั่วโลก 280 ล้านล้านดอลลาร์ รับมือตลาดใหม่ก่อนเกิดวิกฤต

เวิลด์แบงก์ชี้ทุนทั่วโลก 280 ล้านล้านดอลลาร์ รับมือตลาดใหม่ก่อนเกิดวิกฤต

14 ต.ค. 69 | 06:20 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 06:23 น.

เวิลด์แบงก์เผยทุนสถาบันทั่วโลก 280 ล้านล้านดอลลาร์ ลงทุนตลาดเกิดใหม่เพียง 5-8% ต้องเร่งแก้ 5 อุปสรรคดึงภาคเอกชนร่วมทุน ก่อนเกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลนงานกว่า 800 ล้านตำแหน่ง

KEY

POINTS

  • เวิลด์แบงก์ชี้ว่ามีเงินทุนทั่วโลกกว่า 280 ล้านล้านดอลลาร์ แต่สัดส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 5-8%
  • ธนาคารโลกกำลังผลักดันการระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ ผ่านกลยุทธ์การลดความเสี่ยงและสร้างโครงการที่น่าลงทุน
  • เป้าหมายหลักคือเพื่อกระตุ้นการเติบโตและสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา ป้องกันวิกฤตจากช่องว่างการจ้างงานที่คาดว่าจะมีถึง 800 ล้านตำแหน่ง

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 บนเวทีเสวนา “Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs” ภายใต้การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ประธานกลุ่มธนาคารโลก ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล บริษัทประกันภัย และผู้นำด้านการเงินเพื่อการพัฒนา ถึงแนวทางระดมทุนภาคเอกชนเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ กระตุ้นการเติบโต และสร้างงานในตลาดเกิดใหม่

โดยธนาคารโลกเดินหน้าระดมทุนภาคเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ หลังทั่วโลกมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของนักลงทุนสถาบันและธนาคารราว 280 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มีเพียง 5-8% ที่ลงทุนในเศรษฐกิจเกิดใหม่ ชูการลดความเสี่ยง การสร้างโครงการลงทุนได้จริง และการพัฒนาตลาดทุนในประเทศ หวังรับมือช่องว่างการจ้างงาน 800 ล้านตำแหน่งในโลกกำลังพัฒนา

ชี้ทุนโลกมหาศาล แต่เงินลงทุนในตลาดเกิดใหม่ยังมีสัดส่วนน้อย

“ชารันจิต เลย์ล” อดีตผู้ประกาศข่าวภาคพื้นเอเชียของ BBC World News และ Bloomberg TV ผู้ดำเนินรายการบนเวทีเสวนา กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีนักลงทุนสถาบันและธนาคารบริหารสินทรัพย์รวมประมาณ 280 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มีเพียง 5-8% เท่านั้นที่ลงทุนในเศรษฐกิจเกิดใหม่ ขณะที่ความต้องการเงินลงทุนทั่วโลกยังมีอีกมหาศาล

ดังนั้น ความคืบหน้าของยุทธศาสตร์การสร้างงานภายใต้การนำของประธานกลุ่มธนาคารโลก มีมุมมองของนักลงทุนต่อการดำเนินงานที่ธนาคารโลก จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดเกิดใหม่ได้มากน้อยเพียงใด ตลอดจนแนวทางใช้เงินทุนภาคเอกชนร่วมกับเงินทุนสาธารณะ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับธุรกรรมรายโครงการไปสู่ตลาดลงทุนที่ทำงานได้อย่างเป็นระบบอย่างไร

โลกกำลังพัฒนา เร่งดึงทุนเอกชนร่วมสร้างเศรษฐกิจ

“อาเจย์ บังกา” ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า การกำหนดให้การสร้างงาน (Jobs) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญมีเป้าหมายเพื่อรักษาจุดมุ่งหมายหลัก ไม่ให้ประเด็นย่อยต่าง ๆ เบี่ยงเบนความสนใจจากความท้าทายระยะยาวของเศรษฐกิจโลก

“อาเจย์ บังกา” ประธานกลุ่มธนาคารโลก

ในอีก 12-15 ปีข้างหน้า โลกกำลังพัฒนาจะมีคนหนุ่มสาว 1.2 พันล้านคนที่มีอายุครบ 18 ปี แต่คาดว่าประเทศเหล่านี้จะสร้างงานได้เพียง 400 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดช่องว่างการจ้างงานถึง 800 ล้านตำแหน่ง หากสามารถแก้ปัญหานี้ได้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนความมั่งคั่งในอีก 40 ปีข้างหน้า แต่หากไม่สำเร็จ ช่องว่างดังกล่าวอาจกลายเป็นชนวนของความไม่มั่นคง

ดังนั้น จึงมีแนวคิดเก้าอี้สามขา ผสานเงินทุนรัฐ เอกชน และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ หรือ Three-Legged Stool จะร่วมการทำงานของแหล่งเงินทุน 3 ส่วน ได้แก่ 1. เงินทุนสาธารณะ ซึ่งรวมถึงธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) และทุนการกุศล โดยกลุ่มธนาคารโลกได้เปิดตัว Philanthropy Hub เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเงินทุน

2. คือเงินทุนภาคเอกชนจากบริษัทระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับโลก และ 3. คือเงินทุนจากสถาบันขนาดใหญ่ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญและผู้จัดการสินทรัพย์ ซึ่งมองหาโอกาสลงทุนในระดับระบบ ไม่ใช่เพียงโครงการรายชิ้น

เร่งแก้ 5 อุปสรรค เปิดทางเงินทุนไหลสู่ตลาดเกิดใหม่

สำหรับข้อเสนอแนะจาก Private Sector Investment Lab ระบุแนวทางดำเนินงานใน 5 ด้าน ดังนี้

1.ความแน่นอนด้านกฎระเบียบ: ในปีที่ผ่านมา เงินทุนของธนาคารโลกประมาณ 25-26% ถูกนำไปใช้สนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

2.การประกันความเสี่ยง: ปรับปรุง Unified Guarantee Platform หรือแพลตฟอร์มค้ำประกันแบบรวมศูนย์ ซึ่งเติบโตขึ้น 4 เท่าภายใน 3 ปี

3.การเงินสกุลเงินท้องถิ่น: ธนาคารโลกทำธุรกรรม Swap ร่วมกับธนาคารท้องถิ่น เพื่อรับความเสี่ยงจากการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนระยะยาว (Rolling Hedge) แทนนักลงทุน ช่วยให้บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) สามารถปล่อยกู้ในสกุลเงินท้องถิ่นได้ 36-37%

4.การรับความเสี่ยงส่วนแรกและการจำกัดผลตอบแทน: ใช้เครื่องมือ Junior Equity และ Capped Return เพื่อช่วยจัดสรรความเสี่ยง โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุถึง Frontier Opportunities Fund ซึ่งใช้เงินทุน 100,000 ล้านดอลลาร์จากรายได้ของธนาคารโลกร่วมกับทุนการกุศล เพื่อรองรับความเสี่ยงส่วนแรกและช่วยให้นักลงทุนรายอื่นประเมินความเสี่ยงกับผลตอบแทนได้ชัดเจนขึ้น

5.การสร้างประเภทสินทรัพย์ใหม่: พัฒนาโครงการในตลาดเกิดใหม่ให้กลายเป็นประเภทสินทรัพย์ (Asset Class) ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันสามารถลงทุนได้ ซึ่งยังเป็นงานที่ต้องดำเนินต่อไป

ตั้งเป้าขยายทุนสู่ประเทศเปราะบางและธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก

อาเจย์ กล่าวว่า เป้าหมายในอีก 1 ปีข้างหน้า จะมุ่งขยายเงินทุนภาคเอกชนไปยังประเทศที่มีรายได้ต่ำที่สุดและกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความเปราะบาง ความขัดแย้ง และความรุนแรง (FCV) รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) เพื่อให้เงินทุนเข้าถึงภาคเศรษฐกิจที่ต้องการเงินลงทุนมากขึ้น

ระดมทุนเอกชนโต 3 เท่า แตะ 1.12 แสนล้านดอลลาร์

ด้าน “ชริติ วาเดรา” ประธานคณะทำงานด้านการลงทุนภาคเอกชน (Private Sector Investment Lab) กล่าวว่า หัวใจสำคัญของไม่ใช่การจัดทำรายงาน แต่เป็นการผลักดันให้ข้อเสนอแนะนำไปสู่การปฏิบัติและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เพราะนับตั้งแต่ปี 2022 ปริมาณการระดมทุนภาคเอกชนของธนาคารโลกเพิ่มขึ้น 3 เท่า สู่ระดับ 112,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร จากเดิมที่วัดความสำเร็จด้วยจำนวนเงินที่ธนาคารปล่อยกู้ มาเป็นการวัดปริมาณเงินทุนที่ประเทศผู้รับได้รับจริง เพื่อนำไปสร้างงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

โดยความสำเร็จระยะแรกคือการจัดตั้ง Unified Guarantee Platform ซึ่งรวบรวมเครื่องมือค้ำประกันไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงเครื่องมือได้สะดวกขึ้นและลดระยะเวลารอคอย

ขั้นต่อไปคือการขยายการดำเนินงานสู่รูปแบบโปรแกรมที่ทำซ้ำได้และทำงานเชื่อมโยงกันในระดับระบบ (Programmatic & Systemic) โดยเน้นการสร้างมาตรฐาน (Standardization) และการขยายขนาด (Scale) เพื่อให้เครื่องมือดังกล่าวนำไปใช้ได้ในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะโครงการรายแห่ง

ผลักดัน Asset Class และเพิ่มบทบาทตราสารทุน

ชริติ กล่าวว่า การสร้างประเภทสินทรัพย์จากตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี เป็นเป้าหมายสำคัญในการดึงดูดเงินทุนระดับหลายล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งช่องว่างสำคัญยังอยู่ที่ตราสารทุน (Equity) ซึ่งแม้มีมูลค่าเป็นตัวเงินน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเครื่องมือประเภทอื่น แต่เป็นส่วนที่ต้องรองรับความเสี่ยงสูงสุด จึงต้องการให้คณะกรรมการและผู้ถือหุ้นของ MDBs ทำความเข้าใจและอนุมัติเครื่องมือตราสารทุนมากขึ้น

สำหรับเป้าหมายในอีก 1 ปีข้างหน้า อยากเห็นกลุ่ม G20 กำหนดให้การระดมทุนภาคเอกชนเป็นหนึ่งในผลงานหลัก จัดตั้งแพลตฟอร์มร่วมของ MDBs เพื่อออกตราสารที่ช่วยสร้าง Asset Class และสนับสนุนการจัดหาเงินทุนในรูปตราสารทุนให้มากขึ้น

ธนาคารโลกต้องลดความเสี่ยง ดึงเงินเอกชนลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์

“ชีมารา วิกรมนายเก” กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) Macquarie Group กล่าวว่า ธนาคารโลกกำลังทำงานร่วมกันในรูปแบบ One World Bank อย่างแท้จริง โดยงบการเงินของธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) และสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (DFIs) มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยง (De-risking) เพื่อเปิดทางให้เงินทุนภาคเอกชนระดับหลายล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่

การลงทุนภาคเอกชนจึงจำเป็นต้องพิจารณาความคุ้มค่าระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เนื่องจากเงินทุนส่วนหนึ่งมาจากเงินออมของประชาชน การสร้างโครงสร้างการลงทุนที่เหมาะสมจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดึงดูดเงินทุนระยะยาว

ทั้งนี้ ความคืบหน้าของ Private Sector Investment Lab เกิดจากการทำงานร่วมกันของผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารโลกและภาคเอกชน ครอบคลุมทั้งการค้ำประกัน กฎระเบียบรายสาขา การกำกับดูแล ตลาดทุนท้องถิ่น โซลูชันด้านอัตราแลกเปลี่ยน และตราสารทุน ความเชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนกระบวนการที่ซับซ้อน ช่วยผลักดันให้การทำงานมุ่งไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

Macquarie ลงทุนตลาดเกิดใหม่กว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์

ชีมารา กล่าวว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา Macquarie ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ไปแล้วกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมอินเดีย บราซิล เม็กซิโก และฟิลิปปินส์ ปัจจุบันบริษัทกำลังจัดทำแผนความร่วมมือกับ IFC ในโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้าในเม็กซิโก และโครงการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV Leasing) ในอินเดียร่วมกับ Green Climate Fund

ดังนั้นเป้าหมายในอีก 1 ปีข้างหน้า อยากให้เกิดความร่วมมือกับ MDBs เพิ่มเติมอีก 2-3 โครงการนำร่อง เช่น การสนับสนุนเงินทุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขยายผลการลงทุนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

Investor Pulse ชูความร่วมมือปลดล็อกทุนตลาดเกิดใหม่

ด้าน “ดักลาส ปีเตอร์สัน” อดีตประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ S&P Global ผู้ดำเนินรายการบนเวทีเสวนา Investor Pulse กล่าวว่า การระดมทุนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ต้องพิจารณาทั้งความสามารถในการลงทุน ความเสี่ยงด้านเครดิต บทบาทของภาครัฐ และเครื่องมือที่ช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงของนักลงทุน

ดังนั้น คำถามด้านปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้โอกาสในตลาดเกิดใหม่สามารถลงทุนได้จริง (Investable) ตลอดจนแนวโน้มความเสี่ยงด้านเครดิตและมุมมองของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมความเสี่ยงในโครงการพลังงานหมุนเวียน การจัดสรรความเสี่ยงระหว่างผู้เกี่ยวข้อง เหตุผลที่สหราชอาณาจักรสนับสนุนนวัตกรรมการระดมทุนภาคเอกชน และบทบาทของภาครัฐในการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนเป็นอย่างไร

อีกประเด็นสำคัญคือความร่วมมือกับ IFC และความจำเป็นในการสร้างท่อส่งโครงการลงทุน (Investment Pipeline) ที่ต่อเนื่อง รวมถึงแนวทางที่รัฐบาลและสถาบันพัฒนาควรดำเนินการเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้มากขึ้นเป็นอย่างไร รวมถึงประโยชน์ของโครงการค้ำประกันร่วมกับ MIGA มูลค่าเกือบ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ตลอดจนอุปสรรคสำคัญที่ต้องแก้ไขเพื่อปลดล็อกเงินทุนภาคเอกชนด้วย

ธุรกิจดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องจัดโครงสร้างลงทุนให้เหมาะกับสถาบัน

“ไมเคิล เวียร์เล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) BlueOrchard กล่าวว่า การทำให้ธุรกิจในตลาดเกิดใหม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้ ต้องเริ่มจากพื้นฐานของธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งกลยุทธ์ที่ชัดเจน สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ตลาดและฐานผู้บริโภคที่เติบโต ตลอดจนทีมบริหารและธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับตลาดพัฒนาแล้ว

โดยธุรกิจที่มีพื้นฐานดีไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับนักลงทุนสถาบัน เพราะยังต้องพิจารณาโปรไฟล์ความเสี่ยงและผลตอบแทน ความเหมาะสมกับพอร์ตการลงทุน สกุลเงิน สภาพคล่อง และความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงที่นักลงทุนรับรู้กับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง

จับมือ IFC ตั้งเป้าขยายโมเดลลงทุนสู่ระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป

ไมเคิล กล่าวว่า ความร่วมมือกับ IFC นำความเชี่ยวชาญด้านการจัดหาและอนุมัติสินเชื่อของ IFC มาผสานกับประสบการณ์ 25 ปีของ BlueOrchard ในการบริหารพอร์ตลงทุนและจัดโครงสร้างกองทุนให้เหมาะกับนักลงทุนสถาบัน และความร่วมมือดังกล่าวใช้โมเดล Originate-to-Distribute ซึ่งเน้นการจัดหาและสร้างสินทรัพย์ทางการเงิน ก่อนกระจายสินทรัพย์ไปยังนักลงทุน โดยตั้งเป้าขยายขนาดสู่ระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป

โดยการระดมทุนภาคเอกชนให้ประสบความสำเร็จต้องประกอบด้วย 3 เงื่อนไข

  1. Pipeline: ต้องมีท่อส่งโครงการลงทุนที่ทำซ้ำได้และสามารถทำธุรกรรมได้จริง (Repeatable & Transactable Pipeline)
  2. Structure: โครงสร้างกองทุนหรือตราสารต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านบัญชี กฎระเบียบเงินกองทุน กระแสเงินสด และอันดับความน่าเชื่อถือของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม
  3. Risk Allocation: MDBs ไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงทั้งหมด แต่ควรเน้นจัดการความเสี่ยงที่ไม่สามารถชดเชยได้ด้วยการกำหนดราคา เช่น ความเสี่ยงส่วนแรก (First-loss Positions) การค้ำประกัน และโซลูชันด้านสกุลเงิน

ชี้หนี้เสียตลาดเกิดใหม่ 2 ใน 3 มาจากปัจจัยนอกภาครัฐ

“อัตซี เชธ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการวิเคราะห์สินเชื่อ Moody’s Ratings กล่าวว่า ในอดีต การผิดนัดชำระหนี้ในตลาดเกิดใหม่มักเชื่อมโยงกับความเสี่ยงจากรัฐบาล (Sovereign Risk) เช่น วิกฤตอัตราแลกเปลี่ยนหรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ

ขณะที่ข้อมูลล่าสุดด้าน Project Finance พบว่า การผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดจากปัจจัยภาครัฐลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ขณะที่อีก 2 ใน 3 มาจากปัจจัยระดับองค์กรและสาขาธุรกิจ (Non-sovereign Factors) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการประเมินความเสี่ยงรายโครงการและรายธุรกิจอย่างละเอียด

"นักลงทุนไม่ได้มองตลาดเกิดใหม่แยกออกจากตลาดอื่นอีกต่อไป แต่เปรียบเทียบโอกาสลงทุนกับสินทรัพย์ทั่วโลก เช่น การลงทุนในห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือพลังงานหมุนเวียนผ่านตลาดเกิดใหม่"

อัตซี กล่าวว่า สำหรับโมเดล Originate-to-Distribute จะช่วยแก้ปัญหาได้ 2 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) และการเปิดทางให้นักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ระดับ Investment Grade ผ่านพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงและผ่านการตรวจสอบโดย IFC หรือธนาคารโลก

ขั้นต่อไปคือการขยายขนาดธุรกรรมและสร้างมาตรฐาน เพื่อให้โมเดลนี้นำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พลังงานหมุนเวียนยังติด 4 ข้อจำกัด

“บัสมา เบนตาเฮอร์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนา AMEA Power กล่าวว่า ทางด้านโอกาสลงทุนในพลังงานหมุนเวียนก็ต้องเกิดจากความต้องการใช้พลังงานที่สูง วิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่ชัดเจน ทรัพยากรแสงแดดและลมที่เหมาะสม รวมถึงโครงสร้างกฎหมายที่แข็งแกร่ง

โดยการพัฒนาโครงการยังเผชิญข้อจำกัด 4 ประการ ได้แก่ 1.ความไม่พร้อมของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) 2.การขาดแผนการดำเนินงานของรัฐบาลที่ชัดเจน สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 3.ไม่ได้จัดสรรความเสี่ยงตามมาตรฐานที่ธนาคารยอมรับ และการคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) และ 4.มีความเสี่ยงเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยงจริง

ใช้ MIGA ค้ำประกันครอบคลุม 23 โครงการพลังงาน

ดังนั้น เครื่องมือค้ำประกันความเสี่ยงเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โดย AMEA Power ได้ลงนามรับการค้ำประกันความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk Insurance: PRI) แบบครอบคลุมทั้งพอร์ตโฟลิโอร่วมกับ MIGA มูลค่าเกือบ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงานรวม 23 โครงการ

นอกจากนี้ MIGA ยังสนับสนุน Liquidity Support Facility (LSF) เพื่อช่วยค้ำประกันการชำระเงินของผู้ซื้อพลังงาน (Offtaker) ในโครงการพลังงานลมขนาดใหญ่ในแอฟริกาตะวันออกจนสำเร็จ และเรียกร้องให้ MDBs และ DFIs พัฒนาเครื่องมือค้ำประกันที่มีมาตรฐาน สามารถขยายขนาดได้ และนำไปใช้ได้สะดวก โดยลดความล่าช้าจากขั้นตอนอนุมัติที่ซับซ้อน เพื่อให้การสนับสนุนเงินทุนสอดคล้องกับความต้องการของโครงการในพื้นที่จริง

ชู MOBILIST ลงทุน 50 ล้านดอลลาร์ ดึงทุนรวม 1,000 ล้านดอลลาร์

“เอ็ด มิลิแบนด์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา แห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้ง วิกฤตภูมิอากาศ การระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งหาทางเพิ่มพื้นที่ทางการคลังและดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชน เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ ซึ่งสหราชอาณาจักรลงทุนในตราสารทุน 50 ล้านดอลลาร์ผ่านโครงการ MOBILIST ซึ่งช่วยดึงดูดเงินทุนจาก IFC และนักลงทุนสถาบันรวมได้ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์

แนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการใช้เงินทุนสาธารณะที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นตัวช่วยดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาในตลาดเกิดใหม่

3 อุปสรรค ต้องแก้ข้อมูล ความเสี่ยง และกฎระเบียบ

เอ็ด มิลิแบนด์ กล่าวว่า การปลดล็อกเงินทุนภาคเอกชนต้องจัดการอุปสรรคสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

  1. ข้อมูลและสารสนเทศ (Data & Information): นักลงทุนต้องการข้อมูลที่มีคุณภาพและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับผลการดำเนินงานจริงของสินทรัพย์
  2. การลดความเสี่ยง (Risk Mitigation): ต้องมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  3. กฎระเบียบ (Rules & Regulation): ต้องพิจารณากฎเกณฑ์กำกับดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน (Prudential Regulation) และหลักเกณฑ์การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของสถาบันการเงิน

ระบบอัตโนมัติและธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนอินเดีย

“อาชิชกุมาร์ เชาฮาน” กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่งตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติอินเดีย (NSE) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสำเร็จของ NSE ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ ระบบอัตโนมัติ (Automation) ผ่านระบบซื้อขายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร (Corporate Governance) ควบคู่กับกฎหมายสัญญาที่รองรับการดำเนินงานของตลาดทุน

ปัจจุบัน NSE ให้บริการนักลงทุนรายย่อย 135 ล้านราย คิดเป็นบัญชีลงทุน 270 ล้านบัญชี ซึ่งมากกว่าสองเท่าของจำนวนประชากรสหราชอาณาจักรทั้งประเทศ โดยหัวใจของตลาดทุนคือความไว้วางใจ ซึ่งต้องอาศัยระบบกฎหมายที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาล และการปฏิบัติต่อนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

อีกแนวทางสำคัญของอินเดียคือการมองว่าข้อมูลเป็นสินค้าสาธารณะ (Data as a Public Good) โดยหน่วยงานกำกับดูแลเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลตลาดทุนและข้อมูลบริษัทได้ฟรีผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แตกต่างจากแนวทางในชาติตะวันตกที่ข้อมูลดังกล่าวมักจำหน่ายผ่านผู้ให้บริการข้อมูล

นักลงทุนสถาบันต้องการสินทรัพย์มาตรฐาน ขยายขนาดและซื้อขายได้

“ฟาฮีน อัลลีบอย” กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายการเงินเพื่อการพัฒนาและงานที่ปรึกษา J.P. Morgan กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญกับกิจกรรมลงทุนที่มีโครงสร้างชัดเจน ผลตอบแทนเหมาะสม และมีเอกสารสัญญาทางกฎหมายและการเงินตามมาตรฐาน

สินทรัพย์ที่สามารถดึงดูดเงินทุนระยะยาวควรมีลักษณะที่ทำซ้ำได้ ขยายขนาดได้ และมีสภาพคล่อง เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงและบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ความร่วมมือกับธนาคารจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะเครื่องมือค้ำประกัน (Guarantees) ที่ช่วยลดภาระสินทรัพย์เสี่ยงที่ใช้คำนวณเงินกองทุน (Risk-Weighted Assets: RWA) ภายใต้หลักเกณฑ์กำกับดูแลของสหรัฐฯ

ตัวอย่างเครื่องมือสำคัญ ได้แก่ แพลตฟอร์มค้ำประกันของธนาคารโลกและ MIGA ซึ่งช่วยสนับสนุนการจัดโครงสร้างธุรกรรมให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม

ทั้งนี้ ความสำคัญของการจัดโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะกับลักษณะของผู้ลงทุน และการพัฒนาแหล่งเงินกู้ในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ให้เป็นเป้าหมายระยะยาวสำหรับบริษัทในตลาดเกิดใหม่ เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนและเพิ่มความเหมาะสมของโครงสร้างทางการเงิน

มาตรฐาน IOSCO ยืดหยุ่นตามบริบทประเทศ

“ช็อง-ปอล แซร์แว” ประธานสำนักงานกำกับดูแลตลาดการเงินแห่งประเทศเบลเยียม และประธานคณะกรรมการ IOSCO กล่าวว่า บทบาทสำคัญของผู้กำกับดูแลตลาดการเงินคือการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ (Confidence & Trust) ผ่านการทำให้ตลาดมีความโปร่งใส เป็นธรรม และมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ ครอบคลุมเขตอำนาจรัฐ 130 แห่ง ไม่ได้ใช้หลักการกำกับดูแลแบบเดียวกันทั้งหมด (Not a One-size-fits-all Approach) แต่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละประเทศ (Proportionate)

ส่วนความร่วมมือกับธนาคารโลกในโครงการ ACCELERATE จะมุ่งยกระดับการพัฒนาศักยภาพจากแนวทางเดิม โดยสนับสนุนให้แต่ละประเทศวินิจฉัยปัญหาและความท้าทายของตนเอง เรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้าน และจัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะประเทศ (Country-specific Blueprint for Action)

แนวทางดังกล่าวมุ่งให้การพัฒนาตลาดทุนสอดคล้องกับเงื่อนไขของแต่ละประเทศ ควบคู่กับการยกระดับความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อสนับสนุนการระดมทุนและเพิ่มโอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่

สรุป 3 โจทย์ใหญ่ ระดมทุนเอกชนสู่ตลาดเกิดใหม่

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากเวทีเสวนาครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การสร้างท่อส่งโครงการที่มีศักยภาพและลงทุนได้จริง การพัฒนาเครื่องมือค้ำประกันและแบ่งปันความเสี่ยงที่ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนได้มากขึ้น และการยกระดับตลาดทุนในประเทศให้มีความลึก โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

การขยายเงินทุนจากภาคเอกชนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินทุนที่มีอยู่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยโครงการที่มีคุณภาพ โครงสร้างการลงทุนที่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน และระบบกำกับดูแลที่ช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนเงินทุนที่มีอยู่ทั่วโลกให้กลายเป็นการลงทุนจริงในตลาดเกิดใหม่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างงานในระยะยาว