
ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 341 จุด ยีลด์ 10 ปีพุ่ง 5.35% สูงสุดตั้งแต่ปี 2545 ผวาเงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงระนาว ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 341 จุด บอนด์ยีลด์ 10 ปีพุ่ง 5.35% สูงสุดรอบ 24 ปี S&P500-Nasdaq ลบ นักลงทุนลดเดิมพันขึ้นดอกเบี้ย ต.ค.
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลง 341.41 จุด จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและภาระหนี้ที่สูงขึ้น
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.35% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545
- ปัจจัยลบมาจากความกังวลว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อ และผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (7 ต.ค.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและภาระหนี้ที่สูงขึ้น
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 51,179.87 จุด ลดลง 341.41 จุด หรือ -0.66%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,801.77 จุด ลดลง 17.16 จุด หรือ -0.22%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,538.69 จุด ลดลง 61.20 จุด หรือ -0.22%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.350% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทดังกล่าวเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอื่น ๆ ปรับตัวขึ้นด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.724% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมักจะปรับตัวตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.818%
ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานชะงักงันอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่านได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางจะขยายวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นเวลานานขึ้น
ซึ่งความกังวลดังกล่าว ประกอบกับหนี้ภาคเอกชนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขายพันธบัตรทั่วโลกและผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นนิวยอร์กลดช่วงลบ
ตลาดหุ้นนิวยอร์กลดช่วงลบในวันพุธ หลังจากราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาลดลง ภายหลังจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ตกลงที่จะเร่งปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรอง โดยให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซลเป็นลำดับแรก
ส่วนรายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของเฟดซึ่งตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดนั้น ระบุว่า กรรมการเฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุผลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ โดยกรรมการบางส่วนมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจำกัดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ขณะที่บางส่วนเห็นว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 17.2% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งลดลงจากระดับ 37.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 85% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 2.14% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุร่วงลง 1.53% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 1.06% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้น 0.15%
สมาคมธนาคารเพื่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBA) ของสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยแบบคงที่ระยะเวลา 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ร่วงลง 2.3% และหุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างบ้าน ดิ่งลง 2.9%
หุ้น SpaceX ร่วง 2.5%
หุ้น SpaceX ของอีลอน มัสก์ ร่วงลง 2.5% หลังจากสำนักข่าวไฟแนนเชียล ไทมส์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า SpaceX มีแผนระดมทุนมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปจัดซื้อชิป AI จากบริษัท Nvidia
นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบประจำไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนซึ่งจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ประเดิมด้วยผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรโดยรวมของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเพิ่มขึ้น 30.6% เมื่อเทียบรายปี







