
ค่าเงินบาทวันนี้(18 ก.ย.67) เงินบาทแข็ง 33.24 บาท รับทองฟื้น-น้ำมันลง
เงินบาทแข็งค่า 33.24 บาท รับทองฟื้น-น้ำมันย่อตัว กรุงไทยเตือน Two-way Risk จับตา BOJ และเงินเยน หากเยนอ่อนอาจกดเงินบาทแตะ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 18 ก.ย. 67 แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.37 บาท
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก และเงินดอลลาร์ที่เผชิญแรงขายทำกำไร
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนค่าเงินบาทและสกุลเงินเอเชีย
เงินบาทเช้านี้แข็งค่ากลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 33.24-33.26 บาทต่อดอลลาร์ ณ เวลา 08.45 น. วันที่ 18 กันยายน 2569 จากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินดอลลาร์เผชิญแรงขายทำกำไรและการปรับสถานะ หลังจากแข็งค่ารับสัญญาณคุมเข้มจากผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ไปมากแล้ว
เงินบาทแข็งแตะ 33.24-33.26 บาท รับทองฟื้น-น้ำมันย่อตัว
นอกจากนี้ เงินบาทและสกุลเงินเอเชียโดยรวมยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลง หลังมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียเร่งเพิ่มอุปทานน้ำมันดิบให้ผู้ซื้อในเอเชีย เพื่อชดเชยผลกระทบจากการปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุโจมตี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ที่ 33.20-33.35 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ทิศทางเงินเยน กระแสเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมของสหรัฐฯ
เงินบาทแข็งรับทองฟื้น-น้ำมันลง กรุงไทยชี้เสี่ยงแกว่งแรง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.27 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนที่ 33.35 บาทต่อดอลลาร์ โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down เคลื่อนไหวในกรอบ 33.21-33.37 บาทต่อดอลลาร์
แรงหนุนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่ทยอยปรับตัวลดลง ท่ามกลางความหวังต่อการฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ช่วยหนุนเงินบาทเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทถูกจำกัดจากการทยอยแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังเงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าลงจากการที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงดอกเบี้ยที่ 3.75% ตามคาด ขณะที่เงินเยนทยอยอ่อนค่าลงทดสอบระดับ 156 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนตลาดรับรู้ผลประชุม BOJ
กรุงไทยเตือนเงินบาทเสี่ยง Two-way Risk
Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่าเงินบาทระยะสั้นมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หรือ Two-way Risk โดยขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะ Options
ลุ้น BOJ ชี้ทิศทางเงินเยน
ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในวันนี้คือผลประชุม BOJ โดยกรุงไทยคาดว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่สัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
ปัจจุบันตลาดคาดหวังว่า BOJ จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 4 ครั้งภายในปี 2570 รวมการประชุมเดือนกันยายนนี้ ทำให้มีความเสี่ยงที่ตลาดจะผิดหวัง หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณคุมเข้มต่อเนื่องมากเท่าที่คาดไว้
กรุงไทยประเมินว่า หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อการขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป เงินเยนอาจอ่อนค่าลงแรงและทดสอบระดับ 158 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเปิดความเสี่ยงให้เงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบแนวต้านที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
ในทางกลับกัน หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออย่างชัดเจน โดยตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะไม่กดดันเศรษฐกิจญี่ปุ่นมากนัก เงินเยนอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 155.50-156.50 เยนต่อดอลลาร์ และมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 153-154 เยนต่อดอลลาร์
หากเงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว อาจเกิดการปรับลดสถานะ Short JPY รวมถึงการ Unwind JPY Carry Trade ซึ่งอาจส่งแรงกระเพื่อมต่อตลาดการเงินและหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าทะลุระดับดังกล่าวได้ในระยะสั้น
ตลาดโลก Risk-On หนุนหุ้น-ทองคำฟื้น
สำหรับภาพตลาดการเงินโลก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง โดยดัชนี Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.6% S&P500 เพิ่มขึ้น 1.1% และ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 1.7% ขณะที่ Nvidia ปรับตัวขึ้น 2.5% จากความคาดหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor
ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี STOXX600 เพิ่มขึ้น 0.9% ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและบอนด์ยีลด์ระยะยาวในยุโรปที่ปรับตัวลง หลัง BOE ปรับแผนการทำ QT และยุติการขายพันธบัตรระยะยาว
ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับตัวลงสู่บริเวณ 4.94% แม้ตลาดยังคาดหวังว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะที่ราคาทองคำฟื้นตัวตามการย่อตัวของบอนด์ยีลด์และเงินดอลลาร์ แต่ยังถูกจำกัดบริเวณ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับระยะกลางถึงยาว Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมองว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนคงดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2570 และทยอยลดดอกเบี้ยในระยะต่อมา ซึ่งยังเปิดโอกาสให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นได้
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าในกรอบเวลารายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน ขณะที่กรอบเวลารายวันยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า โดยกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าที่ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินไว้คือ 33.15-33.50 บาทต่อดอลลาร์







