"แฮ็กคริปโต" กูรูไซเบอร์เฉลยจุดอ่อน ชี้ Exchange ควรร่วมรับผิดชอบ
อุปนายกสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ เฉลยสาเหตุคริปโตโดนแฮ็ก ชี้จุดอ่อนอยู่ที่คน-Exchange ย้ำคดีทั่วโลกแทบไม่เคยจับตัวแฮ็กเกอร์ได้ ผู้ให้บริการควรร่วมรับผิดชอบ
KEY
POINTS
- จุดอ่อนของการแฮ็กคริปโตไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยตรง แต่มาจากจุดอ่อน "ระบบนิเวศ" เช่น Exchange, Wallet และโดยเฉพาะ "ผู้ใช้งาน" ที่ถูกโจมตีผ่านการหลอกลวง
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า Exchange เป็นเป้าหมายหลักของแฮกเกอร์ และควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายเมื่อระบบถูกโจมตี เนื่องจากถือเป็นความบกพร่องด้านความปลอดภัย
- นักลงทุนไม่ควรเก็บสินทรัพย์ไว้บน Exchange ในระยะยาว แต่ควรโอนไปเก็บใน Hardware Wallet ของตนเอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การเก็บ Private Key หรือ Seed Phrase ไว้บนคลาวด์
แม้เทคโนโลยีบล็อกเชน(Blockchain) จะถูกยกให้เป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูง แต่เหตุการณ์สินทรัพย์ดิจิทัลถูกแฮ็ก หรือการแฮ็กคริปโตที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่าการเทรดคริปโต ผ่านบล็อกเชนที่น่าจะมีความปลอดภัย แต่เหตุใดจึงเกิดความเสียหายจากการถูกแฮ็กขึ้นได้
นายนรินฤทธิ์ เปรมอภิวัฒน์โนกุล หรือ อาจารย์ฝนไซเบอร์ อุปนายกสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวบล็อกเชนโดยตรง แต่เกิดจาก "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ของการซื้อขายคริปโต ซึ่งประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ทั้ง Wallet, ศูนย์ซื้อขาย (Exchange), แอปพลิเคชัน, ระบบฐานข้อมูล และระบบยืนยันตัวตน หากส่วนใดส่วนหนึ่งมีช่องโหว่ ก็อาจกลายเป็นช่องทางให้แฮ็กเกอร์โจมตีได้
บล็อกเชนเป็นเพียงแกนกลางของระบบ ส่วนความปลอดภัยที่แท้จริงต้องเกิดจากทุกองค์ประกอบร่วมกัน จุดที่แฮกเกอร์โจมตีบ่อยที่สุดคือ "ผู้ใช้งาน" ผ่านการหลอกลวงในรูปแบบ Phishing, Social Engineering, เว็บไซต์ปลอม แอปพลิเคชันปลอม หรือการใช้จิตวิทยาแบบ FOMO หลอกให้เปิดเผย Private Key หรือข้อมูลสำคัญของกระเป๋าเงินดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม "ผู้ใช้งาน" มีทั้งฝั่งเทรดเดอร์ (นักลงทุน) และผู้ใช้งานฝั่งที่ทำงานอยู่ที่บริษัท Exchange ซึ่งหากสวมรอยเป็นพนักงานใน Exchange ได้ ก็สามารถแฮ็กข้างในได้ เข้าถึงPrivate Key ได้กุญแจไปเปิดตู้เซฟข้างในได้ นอกเสียจากนั้นก็มีการส่งมัลแวร์ ส่งไวรัสเข้าไปดักดูรหัสผ่าน ดักดู OTP ได้อีกด้วย
ยกบทเรียน Mt. Gox ถึง Bybit
อาจารย์ฝนไซเบอร์ ยกกรณี Mt. Gox ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของวงการคริปโต หลังถูกแฮก Bitcoin กว่า 800,000 BTC จนบริษัทต้องล้มละลาย และผู้เสียหายจำนวนมากไม่สามารถได้รับการชดเชย
นอกจากนี้ ยังยกกรณี Coincheck ที่สูญเสียสินทรัพย์จากการเก็บเหรียญไว้ใน Hot Wallet และกรณี Bybit ในปี 2025 ซึ่งแม้จะเกี่ยวข้องกับ Cold Wallet แต่สาเหตุแท้จริงเกิดจากการโจมตีซอฟต์แวร์ที่ใช้เชื่อมต่อกับ Hardware Wallet หรือที่เรียกว่า Supply Chain Attack แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวกระเป๋าเงิน แต่รวมถึงซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
พิสูจน์อย่างไรว่าเป็นการแฮ็กจริง
อาจารย์นรินฤทธิ์ยังตั้งข้อสังเกตในเชิงหลักการว่า เมื่อผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ออกมาระบุว่าระบบถูกแฮ็ก สาธารณชนจะมีวิธีตรวจสอบได้อย่างไรว่าสาเหตุเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์จริง ไม่ใช่ปัจจัยอื่น
“คำถามที่อยากชวนคิดคือ Exchange อ้างว่าถูกแฮ็ก แล้วเรารู้ได้ไงว่ามันไม่ใช่ conspiracy (การสมรู้ร่วมคิด) ของคนภายใน นี่ไม่ใช่การกล่าวหาแต่มันเป็นสิ่งที่คิดได้” อาจารย์นรินฤทธิ์กล่าว
พร้อมย้ำว่า ไม่ได้กล่าวหาผู้ให้บริการรายใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นคำถามที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เพราะในหลายกรณีผู้ใช้งานภายนอกไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเอง
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นที่หน่วยงานกำกับดูแลจะต้องมีระบบตรวจสอบ และเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน และทำให้สังคมสามารถแยกแยะได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการโจมตีจากภายนอก หรือเกิดจากความบกพร่องภายในองค์กรจริงหรือไม่
มาตรฐานความปลอดภัย แต่ต้องถูกนำไปใช้จริง
อาจารย์นรินฤทธิ์อธิบายว่า ระบบซื้อขายคริปโตส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาตามมาตรฐานความปลอดภัย เช่น OWASP, ISO 27001 หรือ NIST Cybersecurity Framework เพื่อป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง
พร้อมกันนี้ยังชี้ให้เห็นความเข้าใจผิดของนักลงทุนจำนวนมากว่า กระเป๋าที่เห็นในบัญชีของ Exchange เป็นกระเป๋าของตนเอง ทั้งที่แท้จริงเป็นเพียงกระเป๋าที่ผู้ให้บริการจัดไว้ให้ใช้งาน จึงมีคำกล่าวในวงการคริปโตว่า "Not your key, not your coin" หมายความว่า หากผู้ใช้งานไม่ได้ถือครอง Private Key ด้วยตนเอง ก็ไม่ได้ควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างแท้จริง
คอยน์ทุกอย่างที่เทรดบน Exchange จะมีกระเป๋าเหมือนห้องนิรภัย แต่เวลาเทรดจริงๆ คอยน์ไม่ได้ออกโดยตรงจากห้องนิรภัย โดยนักลงทุนจะเห็นเป็นตัวเลขที่อยู่บนซอฟต์แวร์ที่ซื้อขายกัน ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วผู้ให้บริการจึงไปเอาคอยน์ออกจากกระเป๋าหลังบ้านส่งไปที่อื่นอีกทีนึง
ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ระบุว่า แฮกเกอร์อาจหลอกนักลงทุนทั่วไปเพื่อขโมยคริปโตจากกระเป๋าแต่ละราย แต่เป้าหมายที่สร้างความเสียหายได้มากกว่าคือ การเจาะระบบของผู้ให้บริการ Exchange ผ่านการหลอกพนักงาน ติดตั้งมัลแวร์ หรือขโมยข้อมูลสำหรับเข้าถึง Private Key ของระบบส่วนกลาง ซึ่งทำให้สามารถเคลื่อนย้ายสินทรัพย์จำนวนมหาศาลได้
อย่าเก็บสินทรัพย์ไว้ใน Exchange ระยะยาว
อาจารย์นรินฤทธิ์กล่าวว่า Exchange มีหน้าที่สำหรับการซื้อขาย ไม่ใช่สถานที่เก็บรักษาสินทรัพย์ในระยะยาว นักลงทุนควรโอนเหรียญออกมาเก็บไว้ใน Hardware Wallet หรือ Cold Wallet ของตนเองหลังจากทำธุรกรรมเสร็จ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีระบบของผู้ให้บริการ
เตือน 3 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเลิกทันที
สำหรับการป้องกันตนเอง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้าง Cryptocurrency Literacy หรือความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ควบคู่กับการลงทุน พร้อมแนะนำให้หลีกเลี่ยง 3 พฤติกรรม ได้แก่
- การคัดลอก Private Key ไปเก็บไว้ในแอป Note หรือ Cloud
- การแคปหน้าจอ Seed Phrase แล้วเก็บไว้ในแกลเลอรี่หรือ Cloud
- การกรอก Private Key ลงในเว็บไซต์ที่อ้างว่าจะช่วยกู้กระเป๋า ย้ายกระเป๋า หรือเสนอผลตอบแทนสูง
พร้อมมองว่า เมื่อเกิดเหตุถูกแฮ็ก ผู้ให้บริการควรมีส่วนรับผิดชอบ เนื่องจากระบบยังมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย แต่ระดับของการเยียวยาจะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และการกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับในแต่ละกรณี





