thansettakij
thansettakij
บลจ.กรุงศรีชี้ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกยังโต ชู AI ขับเคลื่อนการลงทุน

บลจ.กรุงศรีชี้ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกยังโต ชู AI ขับเคลื่อนการลงทุน

23 ก.ค. 69 | 09:59 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ค. 69 | 09:59 น.

บลจ.กรุงศรีประเมินเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2569 ยังขยายตัว รับแรงหนุน AI และการบริโภคสหรัฐ แนะเพิ่มหุ้น Defensive ทั้ง Global Dividend และ Healthcare ลดความผันผวนของพอร์ต

KEY

POINTS

  • บลจ.กรุงศรีคาดการณ์เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังยังขยายตัวได้ โดยมี AI และเซมิคอนดักเตอร์เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก แม้จะมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ
  • แนะนำนักลงทุนกระจายความเสี่ยงโดยเพิ่มสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น หุ้นปันผลโลก (Global Dividend) และกลุ่มสุขภาพ (Healthcare) เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต
  • ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มเชิงบวก จากปัจจัยหนุนด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินทุนต่างชาติไหลเข้า และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน

บลจ.กรุงศรีประเมินเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 2569 ยังขยายตัวได้ แม้เผชิญความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ โดยการลงทุนด้าน AI และ Semiconductor ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นโลก พร้อมแนะนักลงทุนกระจายพอร์ตเพิ่มหุ้นกลุ่ม Defensive ทั้ง Global Dividend และ Healthcare เพื่อลดความผันผวน ขณะที่หุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินทุนต่างชาติ และกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยฟื้นตัว

AUM โตแตะ 6.91 แสนล้าน รั้งอันดับ 5 อุตสาหกรรม

 

บลจ.กรุงศรี ประเมินทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัว แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางอัตราเงินเฟ้อ โดยมองว่าการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นโลก ขณะที่นักลงทุนควรกระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต

นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 691,000 ล้านบาท โดยธุรกิจกองทุนรวมยังเป็นธุรกิจหลักและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม

นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด

ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทได้ขยายผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ Invesco เปิดตัวกองทุนใหม่ 3 กองทุน ได้แก่ KF-GEI, KF-SP500M และ KF-SP500MFX รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพ

สำหรับแผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะเดินหน้าพัฒนากองทุนใหม่ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ควบคู่กับการยกระดับช่องทางดิจิทัล ทั้ง LINE Connect และระบบ @ccess Mobile รวมถึงปรับโฉม @ccess Online เพื่อเพิ่มประสบการณ์การลงทุนแก่ลูกค้า

AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า ภายใต้สมมติฐานที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโต โดยเศรษฐกิจสหรัฐได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI และการบริโภคภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่งตามตลาดแรงงาน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ภายในสิ้นปี รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดเป็นระยะ

หุ้นไทยยังมีปัจจัยหนุน แต่จับตาความเสี่ยง

สำหรับเศรษฐกิจไทย บลจ.กรุงศรีมองว่า ครึ่งปีหลังยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ในด้านตลาดทุน บริษัทคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทย โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ และการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สูงกว่าคาด ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 ได้รับการปรับเพิ่มเป็น 96.87 บาทต่อหุ้น

อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังต้องติดตามความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบภาคเกษตรและเงินเฟ้อ

แนะเพิ่มหุ้น Defensive ลดความผันผวนพอร์ต

นายศิระ กล่าวว่า แม้ตลาดกังวลแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี ทำให้ AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้

บลจ.กรุงศรีจึงแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor ปรับฐานทยอยสะสมกองทุนกลุ่ม Global Tech และ Asia Tech พร้อมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Global Dividend และ Healthcare ซึ่งเป็นหุ้นเชิงรับ (Defensive) เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง แนะนำจัดสรรพอร์ตลงทุนในสัดส่วน หุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% โดยกระจายลงทุนทั้งหุ้นโลก หุ้นเทคโนโลยี หุ้นจีน หุ้นปันผล หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ รวมถึงตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการลงทุนผ่านกองทุน RMF และ Thai ESG เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี