thansettakij
thansettakij
เทียบชัด ‘ออมพลัส’ VS เงินฝากประจำ-ออมทรัพย์ ผลตอบแทนต่างกันอย่างไร

เทียบชัด ‘ออมพลัส’ VS เงินฝากประจำ-ออมทรัพย์ ผลตอบแทนต่างกันอย่างไร

16 ก.ค. 69 | 05:57 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ค. 69 | 09:57 น.

เปรียบเทียบพันธบัตรออมทรัพย์ "ออมพลัส" กับเงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันชัด พร้อมผลตอบแทนสุทธิ เงื่อนไขภาษี ความคุ้มครองเงินต้น และสภาพคล่องในการถอนเงิน

KEY

POINTS

  • พันธบัตร "ออมพลัส" รุ่น 3 ปี ให้ผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษี (ประมาณ 1.53%) สูงกว่าเงินฝากประจำระยะสั้น (ประมาณ 0.63-0.72%)
  • สำหรับการออมระยะยาว "ออมพลัส" รุ่น 10 ปี ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินฝากประจำ 24 เดือน ในอัตราราว 0.90-1.00% ต่อปี
  • ดอกเบี้ยบัญชี e-Savings ใกล้เคียงกับออมพลัสรุ่น 3 ปี แต่พันธบัตรไม่มีเพดานยกเว้นภาษีดอกเบี้ย 20,000 บาท จึงเหมาะกับผู้มีเงินออมจำนวนมาก
  • พันธบัตรออมพลัสมีความเสี่ยงต่ำเพราะรัฐบาลค้ำประกัน แต่มีสภาพคล่องน้อยกว่าเงินฝากออมทรัพย์ โดยต้องถือครองอย่างน้อย 6 เดือนจึงจะซื้อขายในตลาดรองได้

ภายใต้ภาวะดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ การเลือกช่องทางออมเงินกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาผลตอบแทนของเงินออม โดยเมื่อเปรียบเทียบ พันธบัตรออมทรัพย์ "ออมพลัส" กับ เงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์ จะพบว่าทั้งด้านผลตอบแทน เงื่อนไขทางภาษี ระดับความเสี่ยง และสภาพคล่อง มีความแตกต่างกันในแต่ละรูปแบบ

ดอกเบี้ยระยะสั้น ออมพลัส 3 ปีให้ผลตอบแทนสูง

จากการสำรวจอัตราดอกเบี้ยจากเว็บไซต์ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายรายพบว่า เงินฝากประจำ 12 เดือนให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.75-0.85% ต่อปี ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า พันธบัตรออมทรัพย์ ออมพลัส รุ่นอายุ 3 ปี จ่ายดอกเบี้ย 1.80% ต่อปี

แม้ดอกเบี้ยพันธบัตรจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% แต่ผลตอบแทนสุทธิยังอยู่ที่ประมาณ 1.53% ต่อปี ขณะที่เงินฝากประจำหลังหักภาษีจะเหลือประมาณ 0.63-0.72% ต่อปี ส่งผลให้ผลตอบแทนสุทธิของออมพลัสยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่อนข้างมาก

ออมระยะยาว รุ่น 10 ปีให้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากประจำ

สำหรับผู้ที่วางแผนออมเงินระยะยาว พันธบัตรออมพลัส รุ่นอายุ 10 ปี ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี ขณะที่เงินฝากประจำ 24 เดือนของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ให้อัตราดอกเบี้ยราว 0.90-1.00% ต่อปี

ส่วนต่างผลตอบแทนกว่า 1.80% ทำให้ผู้ที่สามารถถือครองเงินได้ในระยะยาวมีโอกาสล็อกผลตอบแทนไว้ในระดับที่สูงกว่าเงินฝากทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงที่แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ

บัญชี e-Savings ดอกเบี้ยใกล้เคียง แต่ต้องเช็คเงื่อนไขภาษี

อีกหนึ่งทางเลือกคือบัญชีเงินฝากดิจิทัล หรือ e-Savings ซึ่งบางธนาคารให้อัตราดอกเบี้ย 1.50-1.75% ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับออมพลัสรุ่น 3 ปี

อย่างไรก็ตาม เงินฝากออมทรัพย์จะได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะกรณีที่ดอกเบี้ยรับรวมไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี หากมีเงินฝากจำนวนมากจนดอกเบี้ยเกินเกณฑ์ จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%

ขณะที่พันธบัตรออมพลัสไม่มีข้อกำหนดเรื่องเพดานดอกเบี้ยรับ ทำให้ผู้ที่มีเงินออมก้อนใหญ่สามารถคำนวณผลตอบแทนสุทธิได้ง่ายและมีความแน่นอนมากกว่า

เทียบความเสี่ยงและสภาพคล่องให้ชัด

ในด้านความปลอดภัยของเงินลงทุน พันธบัตรออมทรัพย์เป็นตราสารหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกันทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จึงมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ในระดับต่ำมาก

ส่วนเงินฝากธนาคาร แม้จะมีความมั่นคงเช่นกัน แต่ได้รับความคุ้มครองจาก สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อธนาคาร

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเรื่องสภาพคล่อง เงินฝากออมทรัพย์ยังได้เปรียบ เพราะสามารถถอนเงินได้ทันที ขณะที่พันธบัตรออมพลัสต้องถือครองอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะสามารถซื้อขายในตลาดรองได้ โดยกำหนดเริ่มซื้อขายตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2570

ด้านการเข้าถึงการลงทุน กระทรวงการคลังเปิดโอกาสให้ประชาชนเริ่มลงทุนในพันธบัตรออมพลัสผ่าน วอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ด้วยวงเงินเริ่มต้นเพียง 100 บาท ขณะที่การซื้อผ่านระบบ Bond Connect ซึ่งมีผู้จัดจำหน่าย 24 แห่ง กำหนดวงเงินเริ่มต้น 1,000 บาท

การกำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำในระดับต่ำมีเป้าหมายเพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้มากขึ้น และกระจายการถือครองไปยังนักลงทุนกลุ่มใหม่ผ่านแนวทาง Small Lot First

โดยภาพรวม ทั้งพันธบัตรออมพลัส เงินฝากประจำ และบัญชีออมทรัพย์ ต่างมีจุดเด่นแตกต่างกัน ผู้ที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนระยะยาวอาจมองไปที่พันธบัตรออมทรัพย์ ขณะที่ผู้ที่ต้องการสภาพคล่องในการใช้เงินยังคงเหมาะกับเงินฝากออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำ

ทั้งนี้ การเลือกช่องทางออมเงินควรพิจารณาทั้งผลตอบแทน ระยะเวลาการถือครอง ภาระภาษี และความจำเป็นในการใช้เงินควบคู่กันไป เพื่อให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนมากที่สุด