
ศาลสั่งกสิกรไทยร่วมชดใช้ 1 ล้านบาท คดี "ชาล็อต ออสติน" ถูกหลอกโอนเงิน 4 ล้าน
ศาลแพ่งสั่งธนาคาร กสิกรไทยร่วมชดใช้ 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย คดี 'ชาล็อต ออสติน' ถูกหลอกโอนเงิน 4 ล้านบาท ชี้ธุรกรรมต่อเนื่องหลังเที่ยงคืน มีลักษณะผิดปกติ ธนาคารควรมีมาตรการเฝ้าระวัง
KEY
POINTS
- ศาลแพ่งสั่งให้ธนาคารกสิกรไทยร่วมชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท ในคดีที่ "ชาล็อต ออสติน" ถูกหลอกโอนเงินกว่า 4 ล้านบาท
- ศาลชี้ว่าธนาคารมีส่วนรับผิดชอบ เนื่องจากไม่ได้มีมาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะการโอนเงินหลายครั้งติดต่อกันในช่วงหลังเที่ยงคืน
- ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ไม่เต็มจำนวน เนื่องจากศาลพิจารณาว่ามีส่วนประมาทร่วมจากการหลงเชื่อมิจฉาชีพ
ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ธนาคารกสิกรไทยร่วมชดใช้เงิน 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยแก่บริษัท มิสชาล็อต จำกัด จากกรณี "ชาล็อต ออสติน" ถูกขบวนการหลอกลวงออนไลน์หลอกให้โอนเงินสูญกว่า 4 ล้านบาท โดยศาลเห็นว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังเที่ยงคืนมีลักษณะผิดปกติ ธนาคารควรมีมาตรการเฝ้าระวังเพิ่มเติม แม้ผู้เสียหายจะมีส่วนประมาทร่วมก็ตาม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.3955/2568 ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่าง บริษัท มิสชาล็อต จำกัด (โจทก์) บริษัทผู้ให้บริการจัดการและดูแลผลประโยชน์ทรัพย์สินให้แก่ดารา ศิลปิน และนักแสดง กับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (จำเลย) ในข้อหาผิดสัญญาฝากทรัพย์ โดยมีทุนทรัพย์ฟ้องร้อง 4,000,000 บาท
ศาลแพ่งสั่งธนาคารกสิกรไทยร่วมชดใช้เงิน 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ ธนาคารกสิกรไทย ร่วมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาแก่ บริษัท มิสชาล็อต จำกัด จากกรณีที่ "ชาล็อต ออสติน" ตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (Online Scam) จนมีการโอนเงินออกจากบัญชีรวมเป็นมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท
คดีดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกให้ดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบธนาคาร ก่อนมีการโอนเงินออกจากบัญชีหลายครั้งติดต่อกัน ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงเงินจำนวนมาก และมีการยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากธนาคารในฐานะผู้ให้บริการทางการเงิน
ศาลชี้ธุรกรรมแรกยังไม่ผิดปกติ แต่ธุรกรรมหลังเที่ยงคืนควรเฝ้าระวัง
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การทำธุรกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงเวลาปกติ จึงยังไม่ถือเป็นธุรกรรมที่ธนาคารสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ในทันที
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกรรมครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังเที่ยงคืน มีลักษณะที่แตกต่างจากพฤติกรรมการใช้งานปกติ จึงเข้าข่ายเป็นธุรกรรมที่ควรได้รับการตรวจสอบหรือเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ศาลจึงวินิจฉัยว่า ธนาคารควรมีมาตรการติดตามหรือกลไกตรวจจับความผิดปกติของธุรกรรมดังกล่าว และเมื่อไม่ได้ดำเนินการอย่างเหมาะสม จึงถือว่ามีส่วนต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น
ผู้เสียหายมีส่วนประมาทร่วม ศาลไม่ให้ชดใช้เต็ม 4 ล้านบาท
แม้ศาลจะเห็นว่าธนาคารมีส่วนรับผิด แต่ก็พิจารณาว่า ผู้เสียหายมีส่วนประมาทร่วมจากการหลงเชื่อขบวนการหลอกลวงออนไลน์ จึงไม่ได้กำหนดให้ธนาคารรับผิดชดใช้เต็มจำนวนความเสียหายกว่า 4 ล้านบาท
ท้ายที่สุด ศาลมีคำพิพากษาให้ธนาคารร่วมชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย แก่บริษัท มิสชาล็อต จำกัด
จับตาบรรทัดฐานใหม่ หน้าที่ธนาคารเฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติ
คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงกฎหมายและสถาบันการเงิน เนื่องจากอาจกลายเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่ของธนาคารในการเฝ้าระวังธุรกรรมที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะธุรกรรมมูลค่าสูงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน หรือมีรูปแบบผิดไปจากพฤติกรรมการใช้งานปกติของลูกค้า
คำพิพากษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ใช้บริการจะต้องใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน แต่ผู้ให้บริการก็มีหน้าที่ในการบริหารความเสี่ยงและติดตามธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสียหายจากภัยหลอกลวงทางการเงินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง







