thansettakij
thansettakij
AI พลิกโฉมตลาดทุนไทย ตลท.-โบรกเกอร์เร่งยกระดับ สู่ยุคลงทุนอัจฉริยะ

AI พลิกโฉมตลาดทุนไทย ตลท.-โบรกเกอร์เร่งยกระดับ สู่ยุคลงทุนอัจฉริยะ

03 ก.ค. 69 | 07:27 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ค. 69 | 07:28 น.

เมื่อ AI ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์ต่างเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล ลดความเสี่ยง และสร้างบริการการลงทุนที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล เจาะลึกทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่กำลังส่งผลต่อทั้งผู้ประกอบธุรกิจและนักลงทุน

KEY

POINTS

  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) นำ AI มายกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการกำกับดูแลตลาดทุน ทั้งการตรวจจับการซื้อขายที่ผิดปกติ การ giám sátบริษัทจดทะเบียน และการเพิ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์
  • บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อเสนอบริการที่ตรงจุด การยืนยันตัวตน ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง
  • การปรับใช้ AI ของทั้ง ตลท. และโบรกเกอร์ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างระบบนิเวศตลาดทุนที่โปร่งใสและทันสมัย เพื่อก้าวสู่ยุคการลงทุนอัจฉริยะ

ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีทางเลือกแต่ได้กลายเป็นเครื่องมือที่แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างเต็มตัว โดยส่วนใหญ่ได้นำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือ (tools) ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น การช่วยร่างและโต้ตอบอีเมล การสรุปเนื้อหาจากการประชุม หรือการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นรายงานที่เข้าใจง่าย

ในขณะเดียวกัน AI ยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยระดมสมองหาไอเดียใหม่ๆ การออกแบบงานกราฟิก ไปจนถึงการเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวที่ช่วยตอบคำถามและวางแผน และช่วยให้สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและการทำงานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่ความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น

การใช้ AI โตก้าวกระโดด

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากรายงาน Global AI Adoption in 2025 A Widening Digital Divide  ของ Microsoft AI Economy Institute ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 พบว่า การใช้งาน AI ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 โดยการใช้งาน AI อยู่ที่ 16.30% ของประชากรที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน (working age population) เพิ่มขึ้น 1.20% จากครึ่งปีแรกที่อยู่ที่ 15.10%

และจากรายงานยังเปิดเผยอีกว่ากลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือ (Global North) มีสัดส่วนการใช้งาน AI เกือบ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) โดยประชากรวัยทำงานของกลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือมีการใช้ AI มากถึง 24.7% ในขณะที่กลุ่มประเทศในซีกโลกใต้มีการใช้ AI เพียง 14.1% เท่านั้น

AI พลิกโฉมตลาดทุนไทย ตลท.-โบรกเกอร์เร่งยกระดับ สู่ยุคลงทุนอัจฉริยะ

จากตารางที่ 1 ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ นอร์เวย์ ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศส เป็นประเทศที่มีสัดส่วนผู้ใช้งาน AI ต่อประชาชนวัยทำงานสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ในอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนประชากรวัยทำงานที่ใช้ AI อยู่ที่ 64.0% เพิ่มขึ้นจากในช่วงครึ่งแรกของปีที่อยู่ที่ 59.4% สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 89 ของโลก โดยมีประชากรวัยทำงานที่ใช้ AI ในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ 10.7% เพิ่มขึ้นจากในช่วงครึ่งแรกของปีที่อยู่ที่ 9.1%

การใช้งาน AI ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการคาดการณ์ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA)  ที่คาดว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “เทคโนโลยีที่ใช้เฉพาะด้าน” (Specific-Purpose Technology: SPT) ไปสู่ “เทคโนโลยีที่ใช้งานกันทั่วไปหรือเทคโนโลยีอเนกประสงค์” (General-Purpose Technology: GPT)

เช่นเดียวกับไฟฟ้าในอดีต อย่างไรก็ตาม IEA ได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าในระบบการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อปริมาณการใช้งาน (Grid Strain) และส่งผลต่อเนื่องทำให้การขยายตัวของ Data Center ทั่วโลกกว่า 20% ต้องเผชิญภาวะล่าช้า

เมื่อพิจารณาการใช้งาน AI ในประเทศไทย มี 2 รายงานที่น่าสนใจ คือ รายงาน Global AI Adoption in 2025 A Widening Digital Divide ที่เปิดเผยว่า คนไทยมีการใช้งาน AI ประมาณ 10.7% ของประชากรวัยทำงาน จากตัวเลขดูเหมือนค่อนข้างน้อย

เปิดโลก AI ในตลาดทุนไทย รู้หรือไม่ ตลาดหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์ใช้ AI ทำอะไรบ้าง

แต่ถ้าพิจารณาความถี่ในการใช้งานที่เปิดเผยในรายงาน Decoding Global Talent 2024: GenAI Edition  ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 1.5 แสนคนทั่วโลก พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนไทยมีความตื่นตัวต่อเทคโนโลยีนี้อย่างมาก โดย 48% ของกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทย มีการใช้งานต่อเนื่องและสม่ำเสมอเมื่อพิจารณาความถี่ในการใช้งานในแต่ละเดือน ซึ่งสูงกว่าทั้งค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (44%) และค่าเฉลี่ยทั่วโลก (39%)

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ใช้งานหลักคือคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุ 18 - 24 ปี ซึ่งวัตถุประสงค์หลักในการนำ AI มาใช้คือ การสนับสนุนงานด้านการเขียน งานสร้างสรรค์ การจัดการความรู้ และงานธุรการพื้นฐาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงาน ดังนั้น ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ทำงานด้านเทคโนโลยี การตลาดและสื่อประชาสัมพันธ์

AI ที่พ่วงมาด้วยการใช้พลังงานที่เพิ่มสูง

แม้สถิติการใช้งานจะสะท้อนว่าคนไทยมีทักษะและการเปิดรับสูง แต่ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 89 ของโลก ซึ่งความท้าทายสำคัญในการยกระดับอันดับนี้ คือความจำเป็นในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ให้มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทว่าการเติบโตดังกล่าวย่อมต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางพลังงานไฟฟ้ามหาศาลและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

เพื่อพิจารณาการใช้งาน AI ในตลาดทุน พบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในหลายมิติ ตั้งแต่ต้นทาง คือ คัดกรองเอกสารไฟลิ่ง (Filing) ของบริษัทที่ขอจดทะเบียนในขั้นตอนการเตรียมการนำเสนอขายหลักทรัพย์ (IPO) ทั้งการตรวจจับรายการซื้อขายผิดปกติ อาทิ การปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายในมาซื้อขาย เป็นต้น การวิเคราะห์พฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายของระบบอัลกอริทึมความถี่สูง (HFT)

เพื่อพยากรณ์การกระจายตัวของสภาพคล่อง (Liquidity Profiles) ในช่วงเวลาที่ตลาดตึงเครียด ตลอดจนการใช้ AI ในการวิเคราะห์สถานการณ์ในอดีตจากข้อมูลเชิงลึก (Tick Data) เพื่อสร้างแบบจำลองคาดการณ์ภาวะตลาดล่มหรือภาวะที่ระบบจะเกิดความผันผวนรุนแรง (Market Stress) และให้ AI ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าให้ผู้บริหารตลาดสามารถเตรียมมาตรการรับมือ เป็นต้น

คู่มือกรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) ในตลาดทุน” เพื่อเป็นแนวทางสำหรับ ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนในการนำเทคโนโลยี AI และ ML มาใช้ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ในด้านการกำกับดูแลได้มีการจัดทำและเผยแพร่ “คู่มือกรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) ในตลาดทุน” เพื่อเป็นแนวทางสำหรับ ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนในการนำเทคโนโลยี AI และ ML (ภาพที่ 1) มาใช้ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ใช้งานและสังคมโดยรวม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการกำกับดูแลที่มุ่งสนับสนุนนวัตกรรมควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้ลงทุนและเสถียรภาพของตลาดทุน

ขณะเดียวกันหน่วยงานที่ให้บริการในตลาดทุนทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเชิงรุกด้านการกำกับดูแล ตามรายละเอียดดังนี้

การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไทยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนไทยผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมสร้างความโปร่งใส และยกระดับความสามารถในการกำกับดูแลตลาดทุนให้เท่าทันกับความซับซ้อนของธุรกรรมและข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยการนำ AI มาใช้ครอบคลุมทั้งด้านการกำกับดูแลการซื้อขาย การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน การบริหารจัดการข้อมูล การพัฒนาระบบสารสนเทศ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ในด้านการกำกับดูแลตลาด (Market Surveillance) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนาระบบกำกับดูแลเชิงรุก (Proactive Surveillance & RegTech) จากแนวทางดั้งเดิมที่อาศัยกฎเกณฑ์ (Rule-based) สู่การใช้โมเดล AI และ Machine Learning เพื่อเรียนรู้รูปแบบพฤติกรรมการซื้อขายในอดีตและตรวจจับธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Market Misconduct) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะสร้างราคาหลักทรัพย์ (Spoofing และ Layering) หรือการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที รวมถึงช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ นำ AI มาสนับสนุนการกำกับดูแลเชิงรุก โดยต่อยอดจากแนวคิดการกำกับดูแลและตรวจสอบตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Supervision: RBS) กล่าวคือความเข้มงวดของการกำกับดูแลจะแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยง

โดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากงบการเงิน ความเห็นผู้สอบบัญชี ข่าวสาร และการเปิดเผยข้อมูลของ บริษัทจดทะเบียน ในการประเมินความเสี่ยงและตรวจจับธุรกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถแจ้งเตือนประเด็นสำคัญต่อผู้ลงทุนได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย

ขณะเดียวกันได้จัดตั้ง Common AI API Service ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางสำหรับเชื่อมต่อบริการ AI เข้ากับระบบงานต่าง ๆ ขององค์กร ช่วยให้การพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรม AI เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร

และอีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม ATLAS (Automated Thai Listed Company AI-Info System) ร่วมกับ Google Cloud ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง (Capital Market Intelligence Platform) ที่ผสานเทคโนโลยี Generative AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ข่าวสาร การเปิดเผยข้อมูล กฎเกณฑ์ และข้อมูลการซื้อขายเบื้องต้น

ให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงและใช้งานได้ง่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรภายในตลาดทุนทุกฝ่าย ทั้งบุคคลากรในตลาดหลักทรัพย์ฯ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ในตลาดทุน ซึ่งถือว่าเป็นการที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางข้อมูลอัจฉริยะของตลาดทุนไทยในอนาคต 

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำ Generative AI  มาใช้งานในหลากหลายด้าน อาทิ การสืบค้นและสรุปข้อมูล การแปลภาษา การถอดเสียงเป็นข้อความ และการสร้างสื่อดิจิทัล เป็นต้น โดยพิจารณาถึงความปลอดภัยและความเหมาะสมของแต่ละงาน

และเริ่มนำ AI Coding มาใช้สนับสนุนกระบวนการพัฒนาระบบภายในองค์กร โดย AI สามารถช่วยสร้างโค้ดพื้นฐานและสนับสนุนการพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระยะเวลาการพัฒนาในบางระบบงานลดลงได้ถึงประมาณร้อยละ 50 ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนานวัตกรรมและการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น

ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน โดยนำ AI มาใช้ในการตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์และพฤติกรรมการเข้าใช้งานที่ผิดปกติผ่านระบบการตรวจหาและการตอบสนองต่อภัยคุกคามข้อมูลประจำตัว (Identity Threat Detection and Response: ITDR)

รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มในการป้องกันชื่อเสียงและทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร (Brand Protection Platform) เพื่อเฝ้าระวังเว็บไซต์ ข่าวสาร และโฆษณาหลอกลวงที่แอบอ้างการลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ ช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการนำ AI มาประยุกต์ใช้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนในทุกมิติ ตั้งแต่ข้อมูล การกำกับดูแล ความปลอดภัย และการให้บริการแก่ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI อย่างยั่งยืน

การประยุกต์ใช้ในธุรกิจหลักทรัพย์

จากรายงาน Capital Market Note เรื่อง “การประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจหลักทรัพย์และกฎเกณฑ์ที่ต้องคอยติดตาม”   ที่จัดทำโดยสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ได้เปิดเผยผลการสำรวจเกี่ยวกับการใช้ Artificial Intelligence (AI) ภายในองค์กร จากบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ จำนวน 28 บริษัท พบว่า 53% ของกลุ่มตัวอย่างนำ AI มาช่วยในการดำเนินงาน และอีก 18% วางแผนจะนำ AI มาใช้ในช่วง 1 - 2 ปีต่อไป และ 29% ยังไม่มีแผนที่จะนำมาใช้

ลักษณะงานที่บริษัทหลักทรัพย์นำ AI มาประยุกต์ใช้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ดังนี้

  • ส่วนใหญ่เป็น งานด้านทั่วไป อาทิ การเขียน การทำรายงาน เป็นต้น 
  • ตามมาด้วยงานด้าน IT อาทิ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น
  • งานหน้าบ้าน หรือ Front Office ที่ทำหน้าที่ติดต่อโดยตรงกับลูกค้า ที่นำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและติดตามความคิดเห็นของลูกค้า การใช้ Chatbot และ AI ในการให้คำปรึกษาเบื้องต้นและตอบข้อซักถามของนักลงทุน
  • งานหลังบ้าน หรือ Operation ที่นำ AI มาใช้ในการจัดทำรายงานต่างๆ และลดขั้นตอนงานซ้ำซ้อน และ
  • งานด้านการบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลกิจการ โดยใช้ระบบ Machine Learning ช่วยตรวจสอบความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน 

สรุปกลยุทธ์โดยรวมของบริษัทหลักทรัพย์ในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ก็คือ “การเปลี่ยนข้อมูล (Data) ให้เป็นมูลค่า (Value)”

รูปแบบของ AI ที่บริษัทหลักทรัพย์นำมาใช้ ส่วนใหญ่หรือกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างจัดซื้อ AI สำเร็จรูปมาใช้ในการทำงาน ตามมาด้วยจัดซื้อมาแล้วนำมาพัฒนาต่อเพื่อใช้งาน และส่วนน้อยที่พัฒนา AI เพื่อใช้งานเอง

บทบาท AI ต่อบริษัทหลักทรัพย์

เมื่อติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมของการนำ AI มาใช้จากบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ พบว่า บริษัทหลักทรัพย์กำลังใช้ AI ในหลากหลายด้าน ทั้งเพื่อดึงดูดลูกค้าด้วยบริการที่สะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนด้านบุคลากรในส่วนที่ระบบอัตโนมัติทำแทนได้ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมายควบคุมการให้บริการทางการเงิน อาทิ 

  • ในขั้นตอนการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นออนไลน์ บล. ได้นำ AI ใช้ยืนยันตัวตนเพื่อป้องกันการปลอมแปลงตัวตนจากมิจฉาชีพ จากการนำภาพถ่ายหรือวิดีโอ (Deepfake) มาสวมสิทธิ์สแกนใบหน้า 
  • การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการลงทุนของลูกค้าเพื่อทำการตลาดแบบแบ่งกลุ่มเฉพาะ (Hyper-personalization) หรือศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตรงความต้องการในเวลาที่เหมาะสม 
  • การใช้ AI ในการจัดพอร์ตลงทุนและปรับสัดส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก หรือพัฒนาระบบคัดหุ้นด้วยระบบ AI และระบบซื้อขายอัตโนมัติ
  • การใช้ AI ตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์ที่เข้ามายังระบบส่งคำสั่งซื้อขาย หรือวิเคราะห์พฤติกรรมการโอนเงินเข้า-ออกพอร์ตที่ผิดปกติเพื่อป้องกันการฟอกเงินและการใช้บัญชีม้า เป็นต้น

ดังนั้น อาจสรุปกลยุทธ์โดยรวมของบริษัทหลักทรัพย์ในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ก็คือ “การเปลี่ยนข้อมูล (Data) ให้เป็นมูลค่า (Value)”

โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า การประยุกต์ใช้ AI ในตลาดทุนโลกและประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่มีความท้าทายในด้านต้นทุนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ที่ต้องเร่งขยายตัว สำหรับตลาดทุนไทย หน่วยงานกำกับดูแลได้วางกรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์ได้นำ AI มาขับเคลื่อนงานหลากหลายมิติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และในฉบับต่อไปจะนำเสนอการปรับตัวและการประยุกต์ใช้ AI ของบริษัทจดทะเบียนต่อไป