
ดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 45 จุด Nasdaq ดิ่งกว่า 579 จุด หุ้น AI-ชิปร่วงหนัก
ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 45 จุด ลดสู่ 51,666.84 จุด นักลงทุนกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 รอบในปีนี้ ขณะที่ Nasdaq ดิ่งกว่า 579 จุด หุ้น AI-ชิปร่วงหนัก
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดในแดนลบ โดยดัชนี Nasdaq ร่วงลงหนักกว่า 579 จุด ขณะที่ดาวโจนส์ปิดลบ 45 จุด
- นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์ จากความกังวลเรื่องการกู้ยืมเงินของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อนำมาใช้จ่ายด้าน AI
- ตลาดได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีนี้
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (23 มิ.ย.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ได้กู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)
นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางวหรัฐฯ หรือเฟด (FED) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 2 ครั้งในปีนี้
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,666.84 จุด ลดลง 45.87 จุด หรือ -0.09%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,365.46 จุด ลดลง 107.33 จุด หรือ -1.44%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,587.04 จุด ลดลง 579.56 จุด หรือ -2.21%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยร่วงลง 3.66% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 2.03%
ส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.8% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งขึ้น 1.37%
รายงานกลุ่ม Hyperscaler กดดันการซื้อขาย
ทั้งนี้ บรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า กลุ่ม Hyperscaler ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และให้บริการคลาวด์หรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับโลก ได้พากันกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในด้าน AI
นักวิเคราะห์จาก Globalt ระบุว่า ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการใช้จ่ายของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายด้านทุน (Capex) และการเร่งขยายกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้นกว่า 12% แตะระดับ 19.52 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์
หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วง 4.9%
ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ร่วงลง 4.9% ขณะที่หุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Nvidia ร่วงลง 4.1% และหุ้น Alphabet ลดลง 1% ส่วนหุ้นบริษัทผลิตชิปอย่าง Intel, Marvell Technology และ Advanced Micro Devices (AMD) ร่วงลงระหว่าง 5.8% - 9.4%
หุ้น SpaceX เริ่มฟื้นตัว โดยปิดตลาดปรับตัวขึ้นราว 1% หลังจากที่ร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการก่อนหน้านี้ โดยข่าวการกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers มีส่วนทำให้หุ้น SpaceX ถูกเทขายออกมาอย่างหนักก่อนหน้านี้ สืบเนื่องมาจาก SpaceX และบรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ได้พากันระดมทุนจำนวนมากผ่านตลาดตราสารหนี้
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความอ่อนไหวต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากบริษัทกลุ่มดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และผลประกอบการจะอิงอยู่กับกำไรในอนาคต
เพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้
ขณะที่นักลงทุนต่างเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนก.ย. และจะปรับขึ้นอีก 0.25% ในเดือนธ.ค. ภายใต้การกุมบังเหียนของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะสายเหยี่ยวหรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
อีกทั้งยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยมีรายงานว่าวุฒิสภาสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกฎหมายว่าด้วยการระงับไม่ให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะส่งผลกระทบต่อภาวะสงครามอย่างไร ในขณะที่รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน







