
ปลดล็อกความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กูรูมองหุ้นไทยฟื้นรอบใหม่ ลุ้นทดสอบ 1,800 จุด
ตะวันออกกลางคลี่คลาย หนุนเม็ดเงินกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง โบรกคาดหุ้นไทยฟื้นตัวครึ่งปีหลัง จับตาแรงหนุนจ TISA กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ชี้มีโอกาสทดสอบ 1,800 จุดระยะถัดไป
KEY
POINTS
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย
- ตลาดได้รับปัจจัยบวกในประเทศจากความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก และการผลักดันกองทุน TISA ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญหนุนดัชนีให้มีโอกาสฟื้นตัวทดสอบ 1,800 จุด
- นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ "ซื้อสะสม" หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มสายการบินและโรงแรม
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนสำคัญจากกรณีที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาเกือบร่วม 4 เดือน
โดยทั้งสองฝ่ายได้ประกาศยุติ ปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย รวมทั้งการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้เรือสามารถสัญจรผ่านได้ตามปกติโดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม ประเมินกรอบดัชนีที่ระดับ 1,600 - 1,650 จุด
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกในประเทศ จากความเชื่อมั่นของผู้ค้าปลีกไทยที่มีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า รับอานิสงส์มาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ประกอบกับการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันถึงเสถียรภาพ ของเงินบาทไทย ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเรียกประชุม กนง. นัดพิเศษ
ขณะเดียวกันสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กำลังเร่งหารือกับกระทรวงการคลังและตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อผลักดันกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account: TISA) แบบถาวร ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3 นี้
และจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหนุนดัชนีหุ้นไทยให้มีโอกาสฟื้นตัวกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 1,800 จุดได้
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวังปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคำเตือนจากธนาคารโลก ที่ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางก่อนหน้านี้อาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19
ประกอบกับการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน ครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 229,000 รายซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
ส่วนปัจจัยภายในประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 49.5 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 42 เดือนจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่มีผลบังคับใช้
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของเดือนมิถุนายน ได้แก่ การประกาศรายชื่อหุ้นเข้าออก SET50-SET100 (มีผล 1 ก.ค. - 31 ธ.ค. 2569) การเปิดตัว CLICX ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) รายแรกของไทยจากความร่วมมือของ KTB, OR และ AIS ในวันที่ 19 มิ.ย. และการประชุม กนง. ในวันที่ 24 มิ.ย.
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 16 - 17 มิ.ย. รวมถึงการประกาศอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางญี่ปุ่น และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ สำคัญของทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และจีน
ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหลังสงคราม ยุติลงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เอื้อประโยชน์โดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงแนะนำให้ "ซื้อสะสม" หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างชัดเจน ได้แก่
- หุ้นกลุ่มสายการบินและท่าอากาศยาน อาทิ THAI, BA และ AOT
- หุ้นกลุ่มโรงแรม อาทิ MINT, ERW และ CENTEL
ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวมีความพร้อมในการเติบโตรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว







