thansettakij
thansettakij
'ไทยช่วยไทยพลัส' วิจัยกรุงศรีคาด ดัน GDP โตเพิ่ม 0.2-0.5% เริ่ม 1 มิ.ย.นี้

'ไทยช่วยไทยพลัส' วิจัยกรุงศรีคาด ดัน GDP โตเพิ่ม 0.2-0.5% เริ่ม 1 มิ.ย.นี้

26 พ.ค. 69 | 11:24 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ค. 69 | 11:25 น.

วิจัยกรุงศรีคาดมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มใช้จ่าย 1 มิ.ย. 2569 ช่วยดัน GDP ไทยเพิ่ม 0.2-0.5% ขณะที่ KTC มองช่วยเพิ่มสภาพคล่องประชาชนและหนุนคุณภาพหนี้ดีขึ้น

KEY

POINTS

  • วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่ามาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ GDP ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2-0.5%
  • มาตรการจะเริ่มให้ประชาชนใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ประกอบด้วยการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการร่วมจ่าย "ไทยช่วยไทยพลัส 60/40"
  • อย่างไรก็ตาม ผลกระตุ้นเศรษฐกิจอาจน้อยกว่ามาตรการในอดีต เนื่องจากภาระหนี้และค่าครองชีพที่สูง ทำให้ประชาชนอาจนำเงินไปชำระ

วิจัยกรุงศรีประเมินมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2569 เพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.5% แม้ตัวคูณทางเศรษฐกิจอาจต่ำกว่ารอบก่อนจากภาระหนี้และค่าครองชีพสูง ขณะที่ KTC มองมาตรการรัฐช่วยเพิ่มสภาพคล่องประชาชน หนุนวินัยการเงินและคุณภาพหนี้ดีขึ้น

คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ ผ่าน 2 มาตรการหลัก ได้แก่ การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการร่วมจ่าย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

วิจัยกรุงศรีประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3 ของปีนี้ และคาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ประมาณ 0.2-0.5%

อัดงบกว่า 1.7 แสนล้านบาท

สำหรับมาตรการแรก คือ การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือเพิ่มอีก 700 บาทต่อเดือน โดยมีผู้ได้รับสิทธิในรอบก่อนหน้าประมาณ 13.2 ล้านคน คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 50,000-60,000 ล้านบาท

 

 

ขณะที่มาตรการหลักอีกส่วน คือ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ซึ่งรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในสัดส่วน 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่าย 40% วงเงินช่วยเหลือสูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569

โครงการดังกล่าวตั้งเป้าผู้เข้าร่วมประมาณ 30 ล้านคน คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 120,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินมาจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท

กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ Multiplier อาจต่ำลง

แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยพยุงการใช้จ่ายของประชาชนในระยะสั้น แต่วิจัยกรุงศรีมองว่า ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ของมาตรการรอบนี้อาจต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา

สาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่าย ท่ามกลางค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง รายได้ที่เติบโตช้า และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนบางส่วนอาจเลือกนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ หรือลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น มากกว่าการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคใหม่ ซึ่งทำให้ผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจอาจไม่เร่งตัวแรงเท่ามาตรการในอดีต

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่อง “Payback Effect” หรือการเร่งใช้จ่ายล่วงหน้าในช่วงมีมาตรการ ก่อนที่การบริโภคจะชะลอลงหลังมาตรการสิ้นสุด ซึ่งอาจส่งผลให้แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปลดลงได้

KTC มองช่วยหนุนคุณภาพหนี้

ด้าน KTC หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจไม่ได้ส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากนัก แต่จะช่วยสนับสนุนสภาพคล่องทางการเงินของประชาชน และส่งผลดีต่อคุณภาพหนี้ในภาพรวม

นางสาวพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC เปิดเผยในงาน KTC Earnings Call ไตรมาส 1/2569 ว่า การที่ภาครัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ จะช่วยให้ประชาชนมีเงินคงเหลือมากขึ้น และสามารถนำไปบริหารภาระทางการเงินอื่นได้ดีขึ้น รวมถึงการชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงิน

นางสาวพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC

“แม้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐอาจมิได้ส่งผลโดยตรงกับภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของสมาชิก แต่ในอีกมุมหนึ่งถือเป็นแรงสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีเงินคงเหลือสำหรับบริหารภาระทางการเงินมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ภาพรวมการบริหารสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นได้” นางพิทยากล่าว

ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง”

สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐบาลเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน Paotang ระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 และสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569

ภายใต้โครงการดังกล่าว รัฐบาลจะช่วยจ่ายสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่