
ThaiBMA จับตาหุ้นกู้ 20 ราย จ่อคิวขอ 'ยืดหนี้' เลี่ยงผิดนัดชำระหนี้
ThaiBMA เผย ตลาดหุ้นกู้ Q1/69 ระอุ ผิดนัดชำระพุ่งเฉียด 9 พันล้าน แนวโน้ม “ปรับโครงสร้างหนี้” เพิ่มเลี่ยงผิดนัด เหตุขาดสภาพคล่อง จับตา 20 รายที่จะครบดีล เผยยอดออกหุ้นกู้ใหม่วูบ 15% พิษสงครามตะวันออกกลาง
สถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ของไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องและสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสภาพคล่องในภาคธุรกิจบางกลุ่มที่ยังคงต้องอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้เป็นเครื่องมือหลักในการประคองกิจการ ท่ามกลางยอดการผิดนัดชำระที่ยังคงมีตัวเลขสะสมในระดับที่น่าจับตามอง
ทั้งนี้ ข้อมูลของหุ้นกู้ที่มีปัญหาทั้งในลักษณะของการผิดนัดชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่า ภาพรวมการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีผู้ออกหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระรวมทั้งสิ้น 4 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 8,976 ล้านบาท
สถานการณ์เริ่มมีความตึงตัวตั้งแต่เดือนมกราคมจากการผิดนัดชำระของบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) หรือ A และบริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน)หรือ ECF รวมกว่า 3,400 ล้านบาท
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ บริษัท A มียอดผิดนัดเพิ่มขึ้นอีก 1,522 ล้านบาท และสถานการณ์ดูจะเข้มข้นขึ้นในเดือนมีนาคม เมื่อมีบริษัทรายใหญ่และรายย่อยอย่าง ECF บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน)หรือ GRAND และบริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY มียอดผิดนัดชำระรวมกันเกือบ 4,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อหักลบส่วนที่สามารถตกลงกันได้แล้ว ยอดหุ้นกู้ผิดนัดชำระสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 1/2026 จะอยู่ที่ 4,352 ล้านบาท ขณะที่หุ้นกู้ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อพยุงสถานะ สะท้อนความพยายามในการแก้ไขปัญหาผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การขยายระยะเวลาชำระคืน พบว่า มีผู้ออกหุ้นกู้ 3 ราย ดำเนินการในส่วนนี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 5,046 ล้านบาท
รายชื่อส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริษัทเดิมอย่างบริษัท A ที่ดำเนินการปรับโครงสร้างในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ รวมมูลค่ากว่า 4,600 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีบริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ PPS และบริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP ที่เข้าร่วมกระบวนการในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมตามลำดับ
ส่งผลให้ยอดการปรับโครงสร้างหนี้สุทธิ ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ 422 ล้านบาท เนื่องจากบางส่วนเป็นการยืดอายุหนี้เดิมที่เคยดำเนินการมาแล้วในปี 2567 จึงไม่นำมานับรวมเป็นมูลค่าใหม่ในปีนี้
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี(2566-2568) จะเห็นแนวโน้มที่น่าสนใจคือ มูลค่าการปรับโครงสร้างหนี้มีทิศทางพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 6 หมื่นล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้มีความผันผวน โดยเคยลดต่ำลงในปี 2567 ก่อนจะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2568 ที่ 8,319 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ส่งผลต่อเนื่องมาถึงสถานการณ์ในไตรมาสแรกของปี 2569
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยถึงแนวโน้มจำนวนหุ้นกู้ที่เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในช่วงไตรมาส 2/2569ว่า ยังไม่สามารถประเมินได้ในตอนนี้ แต่เชื่อว่า คงไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาส 1/2569
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่คิดว่า จะปรับตัวเพิ่มขึ้นคือ จำนวนหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า เพราะเมื่อรู้ว่าเกิดสถานการณ์ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ก็อาจมีการขอประชุมผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อเจรจาขอผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปก่อน โดย ยอมรับว่า มีกลุ่มที่กำลังจับตามองหลังเสี่ยงจะถูกยืดหนี้มากกว่า 20 ราย หลังจากไตรมาสแรกมีหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ 4 ราย มูลค่าสุทธิรวม 4,352 ล้านบาท
“หุ้นกู้ผิดนัดชำระที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีปัญหาลากยาวมาช่วง 2-3 ปีแล้ว เนื่องจากสภาพคล่องที่ตึงตัว และบางส่วนมีความพยายามในการผ่อนผันการชำระหนี้ ผ่านการขอยืดหนี้ออกไปก่อน เพราะบริษัทอีกหลายแห่งยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคในการระดมทุนและบริหารสภาพคล่องต่อไป”
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นในกลุ่มหุ้นกู้ High Yield (Rating ต่ำกว่า Investment Grade) ยังไม่ฟื้นตัว นักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้นต่อบริษัทขนาดเล็กที่ผลประกอบการยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ชุดใหม่ทำได้ยาก การหาเงินก้อนใหญ่ในการชำระคืนเงินต้นยังไม่มี
ดังนั้น การปรับโครงสร้างหนี้ จึงกลายเป็นทางออกหลักแทนที่จะเป็นการผิดนัดชำระหนี้ถาวร โดยหลายบริษัทเลือกใช้วิธีขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อยืดอายุการชำระหนี้ออกไปอีกประมาณ 1-2 ปี ซึ่งแนวโน้มมีโอกาสเพิ่มขึ้น ตราบใดที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น แต่หากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น คิดว่าในแง่ความสามารถทำมาหาได้ของธุรกิจ โอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะพลิกกลับมาดำเนินการและมีกำไร รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นก็สูงขึ้น
“ไม่มีใครตอบได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด การเดินหน้าของตลาดททุนไทย หลังจากนี้ จึงต้องอาศัยการสื่อสารที่มีเหตุมีผลและความโปร่งใสเป็นสำคัญ”น.ส.อริยากล่าว
ทั้งนี้ในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 2569 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระรวมทั้งสิ้น 686,533 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ในกลุ่มน่าลงทุน (Investment Grade) ถึง 92% ขณะที่กลุ่ม High Yield มีเพียง 8% กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจการเงิน 136,354 ล้านบาท กลุ่มพลังงาน 121,254 ล้านบาท และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 98,222 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการออกหุ้นกู้เอกชนปี 2569 นางสาวอริยากล่าวว่า สมาคมตราสารหนี้ยังไม่ปรับลดเป้าทั้งปีลง โดยยังคงเป้าหมายไว้ประมาณ 8.8 - 9 แสนล้านบาท แม้ในช่วงไตรมาส 1/2569 จะมียอดออกหุ้นกู้ราว 171,889 ล้านบาท ซึ่งลดลง 15.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 203,486 ล้านบาท
ทั้งนี้เป็นผลจากการออกหุ้นกู้ของกลุ่ม Investment grade ลดลง 13% และกลุ่ม High yield ลดลงกว่า 43.5% หลังจากเกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้ออกชะลอการออกหุ้นกู้และหันไปกู้เงินจากสถาบันการเงินก่อน รวมถึงหุ้นกู้ที่ครบกำหนดรีไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแบงก์ ซึ่งมีสภาพคล่องเพียงพอในการไถ่ถอนได้อยู่แล้ว
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,191 วันที่ 12 - 15 เมษายน พ.ศ. 2569







