thansettakij
thansettakij
พลังงานแพงเขย่าเศรษฐกิจ รัฐดัน EV-ข้อมูลเปิด รับโจทย์แข่งขันโลก

พลังงานแพงเขย่าเศรษฐกิจ รัฐดัน EV-ข้อมูลเปิด รับโจทย์แข่งขันโลก

17 เม.ย. 69 | 04:13 น.
อัปเดตล่าสุด :17 เม.ย. 69 | 04:14 น.

น้ำมันพุ่งดันต้นทุนอุตสาหกรรมไทยเพิ่ม 20% เสี่ยงปิดกิจการ รัฐเร่งดันรถเก่าแลกรถใหม่-ข้อมูลเปิดภาครัฐ ขณะเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและโลก ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 สะท้อนแรงกดดันจาก “พลังงาน” และ “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่กำลังกลายเป็นตัวแปรหลักของทิศทางเศรษฐกิจในระยะสั้นถึงกลาง โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนภาคการผลิต การบริโภค และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลเตรียมผลักดันคือโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ที่จะนำร่อง 10,000–20,000 คัน เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด

โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือรถต้องผลิตในประเทศและมีการปล่อยคาร์บอนต่ำ พร้อมใช้กลไกสนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงกระตุ้นยอดขายยานยนต์ แต่เป็นการวางหมากเชิงโครงสร้างเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน และบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งกำลังเป็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ในมิติของโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว บทวิเคราะห์ชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับ “ข้อมูลเปิดภาครัฐ” หากต้องการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยการเปิดข้อมูลต้องก้าวข้ามการเป็นเครื่องมือตรวจสอบ ไปสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของความไว้วางใจ” และกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากการเปิดข้อมูลที่กระจัดกระจาย และขาดการบูรณาการร่วมกับภาคประชาสังคม ซึ่งสะท้อนว่าการปฏิรูปเชิงระบบยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ

ในด้านภาคอุตสาหกรรม วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยต้นทุนการผลิตและขนส่งเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12–20% โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้นและกลุ่ม SME ที่เริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่อง บางส่วนจำเป็นต้องลดกำลังการผลิต และมีความเสี่ยงปิดกิจการเพิ่มขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งปรับตัว ทั้งในมิติการใช้เทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพ และการลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

ในเวทีโลก แรงกดดันจากพลังงานได้ส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างชัดเจน โดยอัตราเงินเฟ้อของกลุ่มยูโรโซนในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 2.6% สูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นครั้งแรกในปีนี้ และมีความเสี่ยงเร่งตัวขึ้นในกรณีเลวร้าย หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียเริ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมือง โดยนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นลดลงกว่า 55% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ส่งผลกระทบต่อภาคค้าปลีก โรงแรม และบริการ ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของอุตสาหกรรมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ

อีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือระหว่างประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือความผันผวนของซัพพลายเชนโลก เช่น ความร่วมมือระหว่างมาเลเซียและออสเตรเลียในการแลกเปลี่ยนทรัพยากรพลังงานและอาหาร ซึ่งสะท้อนแนวโน้ม “การแลกทรัพยากรข้ามประเทศ” เพื่อเสริมความมั่นคงในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานไม่แน่นอน

ภาพรวมทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ต้นทุนสูง-ความไม่แน่นอนสูง” ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็ว ทั้งในด้านพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างข้อมูล จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการแข่งขัน

สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ประคองเศรษฐกิจ” ในระยะสั้น แต่คือการ “ปรับโครงสร้าง” เพื่อรับมือโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา