
นักวิชาการ TDRI ชี้ 'ภาษีบ้านเกิด' หนุนรายได้ท้องถิ่น แนะเปิดทาง SMEs
นักวิชาการ TDRI เห็นว่า “ภาษีบ้านเกิด” เป็นแนวคิดที่มีศักยภาพช่วยเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น แต่ต้องออกแบบให้เหมาะกับบริบทไทย พร้อมเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงประโยชน์ได้จริง
KEY
POINTS
- นักวิชาการ TDRI สนับสนุนแนวคิด "ภาษีบ้านเกิด" ว่าเป็นนโยบายที่มีศักยภาพในการเพิ่มรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- นโยบายดังกล่าวมีต้นแบบจากญี่ปุ่น โดยให้ผู้เสียภาษีสามารถจัดสรรเงินภาษีส่วนหนึ่งไปสนับสนุนท้องถิ่นเพื่อแลกกับสินค้าหรือบริการ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
- มีข้อเสนอแนะสำคัญให้ออกแบบนโยบายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs อย่างแท้จริง และส่งเสริมความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ไม่ให้ประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่
วันที่ 11 เมษายน 2569 ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์ ฐานเศรษฐกิจ ต่อแนวคิด “ภาษีบ้านเกิด” หลังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังระบุว่า กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษาหลักการและออกแบบภาษี Hometown Tax เพื่อกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นได้มีงบประมาณในการพัฒนาและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นอาจจะให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่าเงินภาษีจะนำไปพัฒนาในพื้นที่ไหน และพัฒนาด้านไหน
ดร.นณริฏ ระบุว่า โดยภาพรวมถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจและมีศักยภาพ เนื่องจากสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้การพัฒนาในระดับพื้นที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวมีต้นแบบจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดให้ผู้เสียภาษีสามารถจัดสรรเงินภาษีส่วนหนึ่งไปสนับสนุนท้องถิ่นในลักษณะคล้ายการบริจาค พร้อมทั้งได้รับสินค้าหรือบริการจากพื้นที่นั้นเป็นสิ่งตอบแทน กลไกดังกล่าวจึงช่วยจูงใจให้เงินหมุนเวียนกลับสู่ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ความพร้อมของท้องถิ่น และระบบกำกับดูแล เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงและเกิดประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ
ในส่วนของข้อเสนอแนะ มองว่าควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ไม่ให้ประโยชน์กระจุกอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เพื่อให้การกระจายรายได้เกิดความทั่วถึง
ทั้งนี้ ไทยมีจุดแข็งจากฐานสินค้าชุมชนที่มีอยู่เดิม และยังมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่มเติมได้ แต่ก็มีความกังวลว่า หากไม่มีการออกแบบที่เหมาะสม นโยบายอาจทำให้ท้องถิ่นเลือกนำเสนอเฉพาะสินค้าที่เป็นที่รู้จักหรือขายได้ง่าย ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหม่หรือสินค้าที่กำลังพัฒนาไม่ได้รับโอกาส
ดังนั้น การกำหนดกลไกควรเปิดพื้นที่ให้เกิดความหลากหลายของสินค้า และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว







