thansettakij
thansettakij
ดาวโจนส์ปิดบวก 224.23 จุด หลังทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามอิหร่านใกล้จบ

ดาวโจนส์ปิดบวก 224.23 จุด หลังทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามอิหร่านใกล้จบ

02 เม.ย. 69 | 00:15 น.
อัปเดตล่าสุด :02 เม.ย. 69 | 00:16 น.

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 224.23 จุด หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณการทำสงครามกับอิหร่านใกล้ยุติ

KEY

POINTS

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 224.23 จุด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสงครามกับอิหร่านใกล้จะยุติลง
  • ทรัมป์ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ จะถอนกำลังทหารออกจากอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • ปัจจัยบวกดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อในตลาด ส่งผลให้ดัชนีสำคัญอื่น ๆ เช่น S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นด้วย

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกอย่างต่อเนื่องในวันพุธ (1 เม.ย.) หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณว่าการทำสงครามกับอิหร่านจะยุติลงในไม่ช้านี้ 

ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 46,565.74 จุด เพิ่มขึ้น 224.23 จุด หรือ +0.48%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,575.32 จุด เพิ่มขึ้น 46.80 จุด หรือ +0.72% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,840.95 จุด เพิ่มขึ้น 250.32 จุด หรือ +1.16%

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า กองทัพสหรัฐฯ จะถอนตัวจากอิหร่านภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ และอาจกลับไปเพื่อโจมตีแค่เฉพาะจุด หากจำเป็น 

โดยการเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่จะแถลงต่อชาวอเมริกันเพื่อให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำสงครามอิหร่านในวันนี้ (2 เม.ย.) เวลาประมาณ 08.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ดาวโจนส์ปิดบวก 224.23 จุด หลังทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามอิหร่านใกล้จบ

 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทรัมป์ส่งสัญญาณว่าสงครามอิหร่านใกล้จะยุติ ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความกังวลและกลับเข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคัก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สงครามที่ยืดเยื้อได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงและทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก

ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วงลง 2.8% สู่ระดับ 24.54 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มบริการด้านการสื่อสารซึ่งต่างก็พุ่งขึ้น 1.6% 

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 3.9% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง 0.57%

หุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้น Alphabet พุ่งขึ้น 3.4% ขณะที่หุ้น Meta Platforms และหุ้น Amazon ต่างก็ปรับตัวขึ้นกว่า 1%

ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) พุ่งขึ้น 2.82% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันวันที่สอง

หุ้นกลุ่มสายการบินในดัชนี S&P500 พุ่งขึ้น 2.3% หลังจากราคาน้ำมันร่วงลงท่ามกลางสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

หุ้น Nike ผู้จำหน่ายชุดกีฬารายใหญ่ ร่วงลง 15.5% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี หลังจากบริษัทคาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาส 4 จะลดลง

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 62,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 39,000 ตำแหน่ง จากระดับ 66,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ.

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.5% หลังจากปรับตัวลง 0.1% ในเดือนม.ค.

ด้านสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.7 ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2565 จากระดับ 52.4 ในเดือนก.พ. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.5

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. หลังจากลดลง 92,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. นอกจากนี้ คาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.4% ในเดือนมี.ค.