
ทองคำยังเป็น Safe Haven แค่พักฐานชั่วคราว หลังน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ
ราคาทองคำไม่ขึ้นตามสงคราม เหตุราคาน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อ กดดันเฟดชะลอลดดอกเบี้ย เงินทุนไหลไปดอลลาร์-พันธบัตร นักวิเคราะห์ย้ำทองยังเป็น Safe Haven แต่กำลังพักฐาน
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นในรอบนี้ กลับสร้างภาพที่ “ผิดจากตำรา” ของตลาดการเงินโลก เมื่อราคาทองคำซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงตามสงคราม แต่กลับเคลื่อนไหวผันผวน และบางช่วงปรับตัวลดลง สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันใหม่จากปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะ “ราคาน้ำมัน” และ “นโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ”
น้ำมันกดดันทองคำผ่าน เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย
นายชานน กังวานเวชกุล นักวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด อธิบายในรายการ 'ฐานทอล์ค' ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า แม้ทองคำยังคงมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่ แต่ในแต่ละช่วงเวลาจะมีสินทรัพย์อื่นที่มีความน่าสนใจมากกว่าเข้ามาแทน โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง
ความกังวลดังกล่าว ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจ “ไม่ลดดอกเบี้ย” ในปีนี้ หรืออย่างน้อยก็ชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินออกไป ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูง เช่น ค่าเงินดอลลาร์ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งกลายเป็น Safe Haven ที่ “น่าสนใจกว่า” ทองคำในระยะสั้น
"ผลที่เกิดขึ้น คือ ภาพของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ขณะที่ราคาทองคำกลับถูกกดดัน จนกลายเป็นการเคลื่อนไหวสวนทางกันอย่างชัดเจนในช่วงนี้"
แรงซื้อทองคำแค่ “แพนิคระยะสั้น”
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือพฤติกรรมของนักลงทุนที่ตอบสนองต่อสงครามในลักษณะ “ซื้อเพราะความกลัว” (panic buying) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงแรกของเหตุการณ์ โดยราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น ก่อนที่แรงซื้อดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไป หากสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง
กรณีนี้สะท้อนชัดในรอบปัจจุบัน โดยทองคำเคยปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ แต่หลังจากนั้นกลับเผชิญแรงขายทำกำไร เนื่องจากราคาที่ปรับขึ้นแรงก่อนหน้า ประกอบกับสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อแต่ไม่ขยายวงจนเกิดความตื่นตระหนกเพิ่มเติม ทำให้แรงซื้อในฐานะ Safe Haven ลดลง
ลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยในสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา ราคาทองคำก็เคยตอบสนองในช่วงแรก ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทลงเมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ
จับตาดอกเบี้ยเฟด-ราคาน้ำมัน ตัวแปรชี้ทิศทองคำ
ในมุมมองของตลาดการเงิน ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ “ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด” ซึ่งสะท้อนผ่านเครื่องมือ FedWatch Tool โดยปัจจุบันนักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สเริ่มมองว่า เฟดอาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้เลย และอาจเลื่อนไปลดในปีหน้าแทน
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิด “Fund Flow” ไหลออกจากทองคำไปยังสินทรัพย์อื่นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง และแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง จะเปิดโอกาสให้เฟดกลับมาลดดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้ราคาทองคำฟื้นตัว
ในเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาทองคำกำลังอยู่ในช่วงพักฐาน โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 4,223–4,130 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับใหญ่ที่ไม่ควรหลุดคือ 3,900 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,500–4,550 ดอลลาร์ และหากผ่านระดับ 4,680 ดอลลาร์ได้ จะเป็นสัญญาณยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง
"หากราคาทองคำสามารถกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสแตะระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำในระยะถัดไป"
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นโยบายของสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ โดยทิศทางในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่าง “ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และนโยบายดอกเบี้ย” เป็นสำคัญ
กล่าวได้ว่า ในรอบนี้ “น้ำมัน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่แย่งบทบาท Safe Haven จากทองคำในระยะสั้น





