thansettakij
thansettakij
นักกฎหมายเตือนคดีคอลเซ็นเตอร์ฟอกเงินผ่านหุ้น-คริปโต พุ่ง ไทยเสี่ยงหลุดมาตรฐานโลก

นักกฎหมายเตือนคดีคอลเซ็นเตอร์ฟอกเงินผ่านหุ้น-คริปโต พุ่ง ไทยเสี่ยงหลุดมาตรฐานโลก

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการด้านกฎหมาย ชี้ปัญหาฟอกเงิน ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังไม่ไหมดไป แนะรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ฟอกเงิน

KEY

POINTS

  • นักวิชาการเสนอให้ทบทวนกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน โดยเปลี่ยนจากแนวทางที่ยึดตามกฎเกณฑ์ (rule-based) ไปสู่แนวทางที่เน้นความเสี่ยง (risk-based) เพื่อให้การตรวจสอบธุรกรรมที่น่าสงสัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ชี้ว่ากฎหมายและแนวปฏิบัติปัจจุบันมีช่องโหว่ ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพสามารถฟอกเงินผ่านสถาบันการเงินและตลาดทุนได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ
  • เตือนว่าหากไทยไม่เร่งแก้ไขปัญหา อาจถูกองค์กรต่อต้านการฟอกเงินสากล (FATF) จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศ

จากกรณีตำรวจสอบสวนกลาง ได้ขยายผลการจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยผู้ต้องหามีพฤติการณ์จัดหาบัญชีม้าและทำหน้าที่เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง ก่อนจะถอนเงินสดเพื่อนำส่งให้แก่ชายสัญชาติจีนที่เดินทางเข้ามารับเงินสดภายในประเทศไทย และยังมีการนำเงินจากเหยื่อ โอนเข้าสู่แพลตฟอร์มเทรดหุ้นต่างประเทศ ก่อนจะโอนต่อไปยังกลุ่มบัญชีม้า เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินให้มีลักษณะเสมือนเป็นเงินที่ได้จากการลงทุนหรือการเทรดหุ้น 

โดยผู้ต้องหาจะเดินทางเพื่อไปพำนักยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เป็นระยะเวลา 25 วัน เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมของสถาบันการเงินในประเทศไทย และหากบัญชีใดถูกธนาคารระงับการใช้งาน บุคคลที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยทันที 

แหล่งข่าวจากปปง. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการฟอกเงินของกลุ่มมิจฉาชีพว่า มักจะโอนเงินจากบัญชีม้าไปฟอกเงินในหลากหลายวิธีการ ทั้งการเทรดหุ้น เทรดคริปโต โดยมีทั้งแพลตฟอร์มคริปโตที่ถูกกฎหมาย และคริปโตเถื่อน หรือแม้กระทั่งการส่งมอบคริปโตแบบ Peer-To-Peer (P2P) โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง นอกจากนี้ยังมีวิธีการฟอกเงินผ่านการซื้อทองคำ และการซื้ออสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

รื้อกฎหมาย ปิดช่องฟอกเงิน

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้ก่อตั้งสำนักกฎหมาย VLA และเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นว่า กระแสข่าวล่าสุดตอกย้ำให้เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยยังคงต้องปรับปรุงทั้งตัวบทกฎหมาย และแนวปฏิบัติเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการฟอกเงินผ่านทั้งช่องของสถาบันการเงินและทางตลาดทุน  

นักกฎหมายรายนี้มองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการที่บริษัทหลักทรัพย์ให้บริการลูกค้าภายใต้กำกับของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมองการไหลเวียนของเงินทั้งระบบซึ่งหน่วยงานสำคัญอื่น เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) กรมสรรพากร และ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องมีส่วนร่วมแก้ปัญหาทั้งระบบ

จากกรณีตัวอย่างของ คดี STARK ที่ตนกำลังดำเนินคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายให้ผู้ลงทุนนั้น ก็มีหลักฐานปรากฎว่ามีจำเลยบางรายได้อาศัยช่องทางของบัญชีหลักทรัพย์ของธนาคารต่างชาติชื่อดังมาถ่ายโอนทรัพย์สินออกไปนอกประเทศไทย และ สำนักงาน ปปง. กำลังติดตามขอยึดอายัดแต่ก็พบกับอุปสรรคในการประสานกับต่างประเทศ หรือแม้แต่จำเลยรายอื่นที่เบิกถอนเงินจำนวนหลายร้อยล้านบาทที่ธนาคารสาขาในประเทศ ก็สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกโดยไม่ติดขัดเรื่องการถูกตรวจสอบโดยผู้เกี่ยวข้องจนเกิดปัญหาบานปลายในที่สุด

นายวีรพัฒน์เสนอว่า ประเทศไทยควรทบทวนกฎระเบียบที่แข็งทื่อแบบเก่า ที่เน้นเฉพาะกฎเกณฑ์ (rule-based) และพัฒนาให้เป็นกฎเกณฑ์แบบทันสมัยที่ต้องเน้นที่สภาพความเสี่ยงควบคู่กัน หรือที่เรียกว่า risk-based approach (RBA) เช่น ในกรณีของธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์จะอ้างว่าได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบแล้วไม่พอ แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้ทรัพยากรการตรวจสอบให้ถูกจุดโดยเน้นที่พฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่มีลักษณะต้องสงสัยว่าเสี่ยงสูง ย่อมต้องถูกตรวจสอบเข้มข้นมากกว่าธุรกรรมทั่วไป 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่อ้างแบบเหมารวมว่าตรวจหมดตามขั้นตอนขั้นต่ำ เพราะมีทรัพยากรทำได้เท่านี้  จะอ้างไม่ได้ว่าลูกค้ามีหลายคนตรวจทุกคนเหมือนกันไม่ได้ ตรงกันข้าม สิ่งใดที่เข้าลักษณะเสี่ยงมากก็ต้องจัดสรรทรัพยากรให้ถูกตรวจสอบมากขึ้นกว่าธุรกรรมอื่น ซึ่งฝ่ายผู้กำกับดูแลก็ต้องมีความเข้าใจและทำหน้าที่ให้สอดคล้องกัน จะอ้างว่าตรวจสอบแล้วกฎบอกว่าทำได้แค่นั้นตรวจได้แค่นี้คงไม่พอ 

ไทยเสี่ยงถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง กระทบการค้า-การลงทุน

นายวีรพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยต้องระวังผลกระทบจากการถูกเพ่งเล็งในแง่มาตรฐานสากล เช่น กรณีที่คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน หรือ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างรัฐที่สนับสนุนโดยกลุ่มประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจ และมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ก็ได้ให้ความเห็นต่อปัญหาช่องว่างอันสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาการฟอกเงินบางประการที่ประเทศไทยอาจยังแก้ไขได้ไม่ครบถ้วน 

หากปัญหามีความรุนแรงหรือค้างคา ก็อาจกลายเป็นกรณีที่ถูกใส่ชื่อเป็นประเทศที่ถูกจับตามองว่ามีความเสี่ยงสูง และทำให้เกิดอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าการลงทุนของประเทศ ตนทราบว่าทางสำนักงาน ปปง. ก็ได้พยายามเดินหน้าปรับปรุงแก้ไขทั้งกฎหมายและแนวปฏิบัติ แต่หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนอาจต้องร่วมมือกันใกล้ชิดกันมากกว่านี้ 

ตัวอย่างเช่น สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ยังคงใช้เงินสดเบิกถอนกันในจำนวนสูงได้ โดยมองเป็นเรื่องปกติ หรือ การทบทวนว่าผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เช่น ที่ปรึกษากฎหมาย หรือนักบัญชี ควรมีหน้าที่ช่วยรายงานธุรกรรมต้องสงสัยมากน้อยเพียงใด ก็ยังเป็นปัญหาที่ยังรอการแก้ไข และตนเคยได้ทำหน้าที่กรรมาธิการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่ทำไม่ทันเสร็จในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ก็หวังว่าผู้แทนประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งเขามาจะได้ช่วยสานต่อภารกิจสำคัญนี้และช่วยอุดช่องว่างที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ในปัจจุบัน