thansettakij
thansettakij
ดาวโจนส์ปิดลบ 453.19 จุด นักลงทุนกังวลตลาดแรงงานสหรัฐฯ-ราคาน้ำมันพุ่ง

ดาวโจนส์ปิดลบ 453.19 จุด นักลงทุนกังวลตลาดแรงงานสหรัฐฯ-ราคาน้ำมันพุ่ง

07 มี.ค. 2569 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :07 มี.ค. 2569 | 01:00 น.

ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 453.19 จุด นักลงทุนกังวลตลาดแรงงานสหรัฐฯชะลอตัว ณะที่ราคาน้ำมันพุ่งแรงจากสงครามตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 453 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568
  • นักลงทุนกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
  • ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (6 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ 

ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด หรือ -0.95%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,740.02 จุด ลดลง 90.69 จุด หรือ -1.33% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,387.68 จุด ลดลง 361.31 จุด หรือ -1.59%

ดัชนีดาวโจนส์ยังปรับตัวลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2568 ขณะที่ดัชนี S&P500 เผชิญสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนต.ค.

ดาวโจนส์ปิดลบ 453.19 จุด นักลงทุนกังวลตลาดแรงงานสหรัฐฯ-ราคาน้ำมันพุ่ง

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 92,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4%

ความอ่อนแอของตลาดแรงงานเกิดขึ้นท่ามกลางการนัดหยุดงานของพนักงานในภาคเฮลท์แคร์ รวมถึงสภาพอากาศฤดูหนาวที่รุนแรง ตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาดทำให้ตลาดกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอตัว 

 

ในขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังผลักดันต้นทุนพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยทั้งสองด้านนี้อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) ดำเนินนโยบายการเงินได้ยากขึ้น ส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีความซับซ้อนมากขึ้น และเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมาอีกครั้ง

นักวิเคราะห์มองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ และส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเฟดจะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านทางทหาร ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากคำเตือนของกาตาร์ที่ระบุว่าราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 12% ในวันศุกร์ แตะระดับสูงกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5% สู่ระดับ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

นักวิเคราะห์ระบุว่าราคาน้ำมันกำลังเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลมากขึ้นทุกวัน ซึ่งทำให้ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น

ดัชนี Cboe Volatility Index ซึ่งเป็นดัชนีวัดระดับความวิตกกังวลของนักลงทุนในวอลล์สตรีท พุ่งขึ้น 5.74 จุด ปิดที่ 29.49 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2565

หุ้นกลุ่มธนาคารในดัชนี S&P500 ลดลง 2.03%หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น โดยหุ้นกลุ่มสายการบินโดยสารร่วงลง 4.07%

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 0.13% จากแนวโน้มที่ราคาพลังงานสูงขึ้นจะช่วยหนุนรายได้ของบริษัทพลังงาน

ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น BlackRock ร่วงลง 7.1% หลังบริษัทตัดสินใจจำกัดการถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อเอกชนขนาดใหญ่

หุ้น Western Alliance ร่วงลง 8.4% หลังยื่นฟ้อง Jefferies จากกรณีที่ Jefferies ไม่ชำระเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับ First Brands Group ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ล้มละลาย โดยหุ้น Jefferies ร่วงลง 13.5%