thansettakij
thansettakij
กูรูชี้สงครามตะวันออกกลางหนุนทองคำพุ่ง ลุ้นขาย 79,500 บาท

กูรูชี้สงครามตะวันออกกลางหนุนทองคำพุ่ง ลุ้นขาย 79,500 บาท

05 มี.ค. 2569 | 05:36 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มี.ค. 2569 | 05:37 น.

สงครามตะวันออกกลางดันความเสี่ยงโลก เงินไหลเข้าทองคำสินทรัพย์ปลอดภัย โบรกแนะทยอยสะสมทองไทยโซน 76,000–75,500 บาท ลุ้นขายทำกำไร 78,500–79,500 บาท

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
  • ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามอาจกระตุ้นเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
  • นักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์ทยอยสะสมทองคำไทย โดยมีเป้าหมายการขายทำกำไรอยู่ในกรอบ 78,500 - 79,500 บาท

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์จาก บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง หลังปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเพิ่มความเสี่ยงต่อการลุกลามเป็นสงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพและเป้าหมายของสหรัฐฯ ในหลายประเทศแถบอ่าวอาหรับ พร้อมประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยมีน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานโลกไหลผ่าน

ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องหยุดการเดินเรือ และการขนส่งพลังงานเริ่มชะงัก หากสถานการณ์ยืดเยื้อมีโอกาสผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในระยะถัดไป

แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่งตลาดเริ่มกังวลว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องชะลอการปรับลดดอกเบี้ย

ล่าสุด Neel Kashkari ประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิส ระบุว่าเหตุการณ์โจมตีอิหร่านได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะปรับสูงขึ้นและกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป

ทั้งนี้ เฟดกำลังจับตาว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานานเพียงใด หากสงครามยืดเยื้อและราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจทำให้เฟดต้องชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินออกไป ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะสั้น

ส่งผลให้ทิศทางทองคำในช่วงนี้ถูกดึงจาก สองแรงสำคัญ คือแรงซื้อจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด

ในภาวะที่ตลาดยังอยู่ในโหมดรอดูความชัดเจนของทั้งพัฒนาการในตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงท้ายสัปดาห์ต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งเป็นตัวชี้สำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟด

โดยตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 58,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 130,000 ตำแหน่ง สะท้อนสัญญาณว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว ซึ่งอาจเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะถัดไป

 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ ประเมินว่า ราคาทองคำหลังปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 5,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีแรงขายทำกำไรออกมา ทำให้โครงสร้างระยะสั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐาน โดยมีแนวรับสำคัญที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

เพราะหากหลุดลงไปมีโอกาสเห็นแรงขายต่อเนื่องไปทดสอบโซน 4,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ฝั่งขาขึ้นมีแนวต้านแรกที่ 5,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และถัดไปที่ 5,340 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาสามารถปิดเหนือ 5,340 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างชัดเจน จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่เปิดทางให้ราคากลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง

ส่วนราคาทองคำไทย ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสม โดยโซนรับแรกอยู่บริเวณ 76,000 - 75,500 บาท และโซนที่สองบริเวณ 73,300 บาท เพื่อรอจังหวะแบ่งขายทำกำไรในกรอบ 78,500 - 79,500 บาท