thansettakij
thansettakij
‘สัปดาห์นี้ชี้เป็นชี้ตาย’ สงครามอิหร่าน  จับตาน้ำมันพุ่ง 150 ดอลลาร์  ทองคำแตะ 1 แสน

‘สัปดาห์นี้ชี้เป็นชี้ตาย’ สงครามอิหร่าน จับตาน้ำมันพุ่ง 150 ดอลลาร์ ทองคำแตะ 1 แสน

03 มี.ค. 2569 | 07:17 น.
อัปเดตล่าสุด :03 มี.ค. 2569 | 07:31 น.

สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน ลามตะวันออกกลาง สั่นสะเทือนพลังงาน การค้า และตลาดการเงินโลก ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินฉากทัศน์ 30 วันข้างหน้า เตือนน้ำมันพุ่ง 150 ดอลลาร์ ทองคำแตะ 1 แสนบาท GDP ไทยเสี่ยงเหลือโต 0.5–1%

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสัปดาห์นี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการชี้วัดทิศทางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานและเศรษฐกิจโลก
  • ความขัดแย้งได้นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ และมีความเสี่ยงที่จะผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกให้พุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
  • ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาทองคำในประเทศไทยอาจพุ่งแตะระดับ 80,000-100,000 บาท

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน ที่ดำเนินเข้าสู่วันที่สี่ (28 ก.พ.-3 มี.ค. 2569) ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงพื้นที่สู้รบ แต่ได้ลุกลามเชิงยุทธศาสตร์ไปยังคูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และซาอุดีอาระเบีย กระทบเสถียรภาพพลังงานโลก เส้นทางขนส่ง และความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงินอย่างรวดเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพและศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศอาหรับที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ เป็นการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันทางอ้อม หวังให้ประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบจนต้องเรียกร้องให้วอชิงตันยุติปฏิบัติการ แม้ความเสี่ยงคืออาจผลักประเทศเหล่านั้นเข้าข้างสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเต็มตัวก็ตาม

ประเมินในเวลานี้ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่านในหลายจังหวัดได้รับความเสียหายหนัก ทั้งแหล่งผลิตน้ำมันในคูเซสถาน และพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์อย่างอิสฟาฮาน นาทานซ์ และฟอร์โด เมื่อไม่มีอะไรจะเสีย อิหร่านจึงตอบโต้ด้วย 3 แนวทางหลัก คือ โจมตีศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศที่ให้สหรัฐตั้งฐานทัพ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเดินหน้าเชิงสัญลักษณ์เพื่อการล้างแค้นทางการเมือง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

ฉากทัศน์จากนี้ ดร.อัทธ์แบ่งเป็น 3 ระดับ หนึ่ง สงครามจำกัดวง หากประเทศอ่าวอาหรับไม่ตอบโต้โดยตรง ความรุนแรงอาจคุมได้ สอง สงครามภูมิภาค หากกลุ่มตัวแทน เช่น ฮิซบอลเลาะห์ หรือฮูตี กลับมาฮึดสู้อีกครั้ง สาม การดึงมหาอำนาจเข้าทางอ้อม โดยจีนอาจช่วยเศรษฐกิจและยุทธภัณฑ์ รัสเซียสนับสนุนทางอาวุธ ขณะที่โลกมุสลิมบางประเทศแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการโจมตี

ดร.อัทธ์ ระบุผลกระทบต่อไทยมี 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งออก น้ำมัน เส้นทางขนส่ง ทองคำ และค่าเงินบาท โดยด้านการส่งออก ในปีที่ผ่านมาไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มูลค่ามากกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี (หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาทต่อเดือน) คิดเป็นสัดส่วน 4% ของการส่งออกของไทยไปทั่วโลก  หากเส้นทางเรือและการบินสะดุด 2 เดือน อาจกระทบมูลค่าถึง 6 หมื่นล้านบาท

ประเด็นสำคัญที่สุดคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีน้ำมัน 25% ของโลก หรือราว 25 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านจุดนี้ การปิดช่องแคบนี้จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีโอกาสพุ่งจาก 70–80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปถึง 100–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในฉากทัศน์เลวร้าย จะส่งผลให้ราคาขายปลีกในไทยอาจแตะ 80 บาทต่อลิตร และดันเงินเฟ้อทันที

ด้านตลาดการเงิน หุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับฐานจากความไม่แน่นอน ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ อาจได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ส่วนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย มีโอกาสขึ้นสู่ 5,500–5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และราคาทองไทยอาจแตะ 80,000–100,000 บาทต่อบาททองคำ หากตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวน อ่อนค่าตามแรงกดดันดุลการค้าและราคาพลังงาน

ในเชิงยุทธศาสตร์ มองว่าเป้าหมายลึกๆ ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ นอกจากการสกัดศักยภาพการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน หลังข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action เปราะบาง และอิหร่านเพิ่มระดับสมรรถนะยูเรเนียมใกล้ 90% แล้ว ยังมีมิติเรื่องทรัพยากรน้ำมันและการซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะเปิดทางให้บริษัทอเมริกันเข้าลงทุนโดยตรง

“สัปดาห์นี้คือจุดชี้เป็นชี้ตาย” ดร.อัทธ์กล่าว พร้อมเตือนว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ GDP ไทยปีนี้อาจเหลือโตเพียง 0.5–1% จากเดิมคาด 2% และการส่งออกอาจติดลบ รัฐบาลต้องตั้งวอร์รูมดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพทันที เพราะนี่คือปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งที่แซงหน้าสงครามภาษีไปแล้วอย่างชัดเจน