
‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก
ดัชนี ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก ส่วนดัชนี S&P500 พลิกปิดแดนบวก นัลงทุนยังคงประเมินความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบเล็กน้อย ขณะที่ S&P500 และ Nasdaq พลิกกลับมาปิดบวกได้สำเร็จจากแรงช้อนซื้อของนักลงทุน
- ตลาดหุ้นร่วงลงในช่วงแรกของการซื้อขายจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
- หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มป้องกันประเทศปรับตัวขึ้นสวนทางกับหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่ร่วงลงจากผลกระทบของต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันจันทร์ (2 มี.ค.)
ส่วนดัชนี S&P500 พลิกปิดแดนบวก เพราะนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนักในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ยังคงประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ตามมาด้วยการตอบโต้อย่างหนักของอิหร่านทั่วภูมิภาค
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,904.78 จุด ลดลง 73.14 จุด หรือ -0.15%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,881.62 จุด เพิ่มขึ้น 2.74 จุด หรือ +0.04%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,748.86 จุด เพิ่มขึ้น 80.65 จุด หรือ +0.36%
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นฉุดหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลดลง โดยหุ้นกลุ่มสายการบินและเรือสำราญกอดคอกันร่วง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะกลายเป็นภาระหนักของธุรกิจ
โดยสายการบินหลักของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง Delta Air Lines, United Airlines และ American Airlines ปรับตัวลดลงระหว่าง 2-5% ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้น 1.95% และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.98%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้ตลาดเปิดมาด้วยการเทขายอย่างรุนแรง
ดัชนี S&P 500 ดิ่งลงไป 1.2% ส่วนดัชนี Nasdaq ที่ร่วงลงถึง 1.6% ในช่วงต้นเซสชัน แต่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนประเมินว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในอดีตมักไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นในระยะยาว ทำให้มีแรงซื้อคืนกลับเข้ามาประคองตลาดไว้ได้ในที่สุด
ข้อมูลสถิติจาก Wells Fargo ระบุว่า โดยปกติแล้วดัชนี S&P 500 มักจะกลับมาเป็นบวกได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ และโดยเฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้น 1% เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน
อย่างไรก็ดี อีกปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดฟื้นตัวคือ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดของวัน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้คือ โอกาสสุดท้ายและดีที่สุด" ในการกำจัดภัยคุกคามจากระบบที่เรียกว่า น่ารังเกียจและชั่วร้าย พร้อมคาดการณ์ว่าความขัดแย้งอาจใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ แต่อาจยืดเยื้อกว่านั้น
ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างดูไบและอาบูดาบี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความกังวลว่า อิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกจะหยุดชะงักการผลิต โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 12% ในช่วงสูงสุดของวัน
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะลดระดับลงมาบ้าง แต่ราคาน้ำมันดิบยังคงซื้อขายในระดับสูงที่กว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก หากมีการปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกและกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง
หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศและพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดไว้ โดย Northrop Grumman พุ่งขึ้น 6% และ Lockheed Martin บวกกว่า 3% ด้านหุ้น Exxon Mobil บวก 1.1% ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงภายหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีส่วนช่วยหนุนตลาดเช่นกัน โดยนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นผู้นำตลาดอย่าง Nvidia ซึ่งปรับตัวขึ้น 2.9% และ Microsoft บวก 1.5% เนื่องจากมองว่าเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดสูงและมีความทนทานต่อผลกระทบจากสงคราม
นอกจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เทรดเดอร์ยังคงจับตามองสัญญาณทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเพื่อประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง โดยนักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่การเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์จะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนมกราคมที่ตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาดที่ 130,000 ตำแหน่ง ซึ่งเคยช่วยคลายความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ก่อนหน้านี้
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในวันจันทร์ ได้แก่ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 52.4 ในเดือนก.พ. จากระดับ 52.6 ในเดือนม.ค. แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.0






