thansettakij
‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 267.50 จุด หุ้นกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ร่วงกดดันตลาด

‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 267.50 จุด หุ้นกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ร่วงกดดันตลาด

20 ก.พ. 2569 | 01:18 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.พ. 2569 | 01:18 น.

ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วง 267.50 จุด หลังหุ้นกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ร่วงกดดันตลาด ขณะที่นักลงทุนจับตาแนวโน้มเงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยของเฟด

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดลบ 267.50 จุด โดยมีแรงกดดันหลักจากการร่วงลงของหุ้นในกลุ่มไพรเวทอิควิตี้
  • การเทขายสินทรัพย์ของบริษัท Blue Owl Capital สร้างความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อและความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
  • นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของหุ้นขนาดใหญ่อย่าง Walmart และ Apple
  • นักลงทุนกำลังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคา PCE เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.) โดยตลาดถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นบริษัทในกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ (Private Equity) 

รวมถึงความอ่อนแอของหุ้น Walmart และหุ้น Apple ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ 

เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED)

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,395.16 จุด ลดลง 267.50 จุด หรือ -0.54%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,861.89 จุด ลดลง 19.42 จุด หรือ -0.28% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,682.73 จุด ลดลง 70.91 จุด หรือ -0.31%

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลง 9% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง 0.53% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคดีดตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.1% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้น 0.7%

‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 267.50 จุด หุ้นกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ร่วงกดดันตลาด

 

หุ้นในกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ร่วงลง หลังจากบริษัท Blue Owl Capital ตัดสินใจขายสินทรัพย์มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ และระงับการไถ่ถอนในกองทุนแห่งหนึ่งของบริษัท เพื่อบริหารจัดการหนี้และคืนทุนให้แก่นักลงทุน ซึ่งข่าวดังกล่าวได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อ และความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่เข้าไปลงทุนในหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์

หุ้น Blue Owl Capital ดิ่งลง 6% ขณะที่หุ้น Blackstone ร่วงลง 5.3% ส่วนหุ้น Apollo Global Management, หุ้น Ares, หุ้น KKR & Co และหุ้น Carlyle Group ปรับตัวลงระหว่าง 1.9% – 5.2%

หุ้น Apple ร่วงลง 1.4% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อดัชนี S&P 500 มากกว่าหุ้นตัวอื่น ๆ

หุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) เผชิญกับความผันผวนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป รวมทั้งความไม่มั่นใจว่าการลงทุนจำนวนมากใน AI จะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตด้านรายได้และกำไรของบริษัทเหล่านี้ได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ไปจนถึงโลจิสติกส์ ยังได้รับผลกระทบจากความกังวลที่ว่าเครื่องมือ AI ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วอาจจะเข้ามาขัดขวางโมเดลธุรกิจดั้งเดิมและทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น

หุ้น Deere & Co ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตร พุ่งขึ้น 11.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรไตรมาสแรกที่สูงเกินคาดและได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรรายปี

นักลงทุนประเมินตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 206,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 225,000 ราย

คณะกรรมการเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมของวันที่ 27-28 ม.ค. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (18 ก.พ.) โดยระบุว่า กรรมการเฟดเกือบทั้งหมดเห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ยังคงมีความเห็นต่างกันเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินครั้งต่อไป 

ซึ่งกรรมการเฟดหลายคนส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่กรรมการอีกส่วนหนึ่งสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้

เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิ.ย.

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด