

KEY
POINTS
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (18 ก.พ.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวกเช่นกัน
ทั้งนี้ ตลาดยังคงได้ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงหุ้น Nvidia และ Amazon
หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลงก่อนหน้านี้อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)
โดยตลาดได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนช้อนซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นักวิเคราะห์จากบริษัท Baird ระบุว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความอ่อนแอของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเนื่องจากมองว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังคงมีการเติบโตสูง ก่อนหน้านี้หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีราคาแพงมาก แต่ขณะนี้ราคาเริ่มถูกลงแล้ว
หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ปรับตัวขึ้น 1.6% หลังจากได้ลงนามข้อตกลงระยะเวลาหลายปีเพื่อขายชิป AI ทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคตจำนวนหลายล้านตัวให้กับ Meta Platforms
หุ้น Meta Platforms ปรับตัวขึ้น 0.6% ขณะที่หุ้น Amazon พุ่งขึ้น 1.8% และหุ้น Microsoft บวก 0.7%
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตซอฟต์แวร์เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังจากที่ร่วงลงก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากความกังวลว่าเครื่องมือ AI ที่ทันสมัยอาจทำให้เกิดการแข่งขันสูงและส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในภาคส่วนนี้ โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการบริการซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 1.1% นำโดยหุ้น Cadence Design Systems ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ออกแบบชิป ทะยานขึ้น 7.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายได้ไตรมาส 4/2568 ที่สูงกว่าที่คาด
หุ้นบริษัทผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Analog Devices พุ่งขึ้น 2.6% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรในไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 2% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้น 1% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.7% และหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง 1.45%
หุ้น Moderna ปรับตัวขึ้น 6% หลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ตกลงที่จะรับพิจารณาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ mRNA-1010 ของบริษัท ซึ่งเป็นการกลับคำตัดสินก่อนหน้านี้ที่เคยปฏิเสธคำร้องดังกล่าว
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) เผยแพร่รายงานการประชุมประจำวันที่ 27-28 ม.ค. โดยระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันดังกล่าว แต่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักประมาณ 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนมิ.ย.
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE จะเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.